ความเป็นมาของนวัตกรรมการศึกษา
1.1 ความเป็นมาและสภาพปัญหา
คณิตศาสตร์เป็นศาสตร์ที่มีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนาความคิดของมนุษย์ทำให้มนุษย์มีความคิดสร้างสรรค์คิดอย่าง
มีเหตุผล เป็นระบบ ระเบียบ มีแบบแผน สามารถวิเคราะห์ปัญหาและสถานการณ์ได้อย่างถี่ถ้วนและรอบคอบ
ทำให้สามารถคาดการณ์ วางแผน ตัดสินใจ แก้ปัญหาได้อย่างถูกต้องเหมาะสม ดังนั้น
คณิตศาสตร์จึงเป็นเครื่องมือในการศึกษาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ตลอดจนศาสตร์อื่น ๆ
ที่เกี่ยวข้อง นอกจากนี้คณิตศาสตร์ยังช่วยพัฒนามนุษย์ให้สมบูรณ์กล่าวคือ
มีความสมดุลทั้งทางร่างกายจิตใจ สติปัญญา และอารมณ์ สามารถคิดเป็น
ทำเป็นแก้ปัญหาเป็นและยังสามารถอยู่ร่วมกับ ผู้อื่นได้อย่างมีความสุข
(กระทรวงศึกษาธิการ,
2551, หน้า 1)
โดยธรรมชาติของวิชาคณิตศาสตร์จะช่วยเสริมสร้างเยาวชนให้เป็นผู้รู้จักคิดวิเคราะห์
ช่างสังเกต มีความคิดเป็นลำดับ ขั้นตอน มีระเบียบวินัย มีเหตุมีผล
สามารถคิดคำนวณและประมาณได้อย่างสมเหตุสมผล กล่าวคือ
เป็นผู้ที่มีความสามารถในการคิด วิเคราะห์ คิดสังเคราะห์มีความสามารถในการแก้ปัญหา
มีความสามารถในการอุปนัยและนิรนัย สถานการณ์หรือปัญหาต่าง ๆ มีความสามารถในการเชื่อมโยงและมีความสามารถในการให้เหตุผล
ตลอดจนมีวิสัยทัศน์และความคิดริเริ่มสร้างสรรค์
จากการจัดการเรียนการสอนรายวิชาคณิตศาสตร์ที่โรงเรียนวัดป่าคาเจริญวิทยา
สังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดพระนครศรีอยุธยาที่ผ่านมา ในเรื่องพื้นที่ผิวและปริมาตร
พบว่า เนื้อหาเรื่องพื้นที่ผิวและปริมาตร สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการเรียน
การสอนและในชีวิตประจำวันได้ ลักษณะโจทย์บางรูปแบบอยู่ในชีวิตประจำวัน
ท้าทายความสามารถของนักเรียนและช่วยกระตุ้นให้
นักเรียนพัฒนาความสามารถด้านการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ แต่ปัญหาที่พบ คือ
นักเรียนส่วนใหญ่แก้โจทย์ปัญหาที่เป็นปัญหาหรือ สถานการณ์ต่าง ๆ ไม่ได้
เขียนหรืออธิบายลักษณะการแก้ปัญหาที่เป็นข้อความยาว ๆ
อย่างเป็นระบบไม่ได้ซึ่งอาจมีสาเหตุมาจาก
นักเรียนไม่เข้าใจโจทย์หรือปัญหาที่กำหนดให้
ขาดทักษะการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ตลอดจนวิธีการจัดการเรียนการสอนที่ไม่
เหมาะสมหรือไม่ได้กระตุ้นการคิดวิเคราะห์
แก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ของนักเรียนอย่างเป็นระบบและเป็นขั้นตอน
นอกจากนี้สภาพปัญหาคุณภาพการศึกษาที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน
เป็นเพราะการศึกษาของประเทศเราเน้นที่การถ่ายทอดเนื้อหาในห้องเรียน
และการท่องจำจากตำราเป็นส่วนใหญ่ ผู้เรียนขาดประสบการณ์การศึกษาจากความเป็นจริงรอบตัวทั้งใกล้และไกล
การเรียนไม่ได้เน้นวิธีคิด ผู้เรียนจึงขาดการพัฒนาให้เจริญงอกงามถึงระดับปัญญา
ความล้มเหลวที่เกิดขึ้นมีสาเหตุมาจากพฤติกรรมการสอนของครู ซึ่งไม่ได้ทำหน้าที่เป็นผู้จัดการเรียนรู้ แต่เป็นผู้บอกเนื้อหาความรู้ ทั้ง ๆที่การสอนหมายถึง การจัดสภาพการณ์ จัดสถานการณ์หรือจัดกิจกรรม ที่จะทำให้การเรียนรู้ของผู้เรียนเป็นไปด้วยความสะดวก
รวมทั้งการจัดการเรียนรู้รูปแบบต่างๆ หรือจัดกิจกรรมอื่นๆ
เพื่อให้เกิดการเรียนรู้ด้วยตนเองอย่างถาวร รวมทั้ง
ส่งเสริมให้ผู้เรียนเกิดประสบการณ์การเรียนรู้ เกิดคุณลักษณะที่ดีในด้านกาย
อารมณ์ สังคมและสติปัญญา ตลอดจนความสามารถด้านอื่นๆ
ที่สามารถนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ในชีวิตครูจึงต้องเปลี่ยนแปลงบทบาทจากผู้สอนไปเป็นผู้อำนวยความสะดวก
กระบวนการเรียนรู้ที่สำคัญ คือ กระบวนการคิด กระบวนการปฏิบัติ กระบวนการกลุ่ม โดยให้ผู้เรียน
เรียนรู้ผ่านการลงมือทำ ร่วมกับการเรียนรู้โดยใช้ทีมเป็นฐาน พร้อมทั้งใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ
รวมทั้งบ่มเพาะค่านิยม 12 ประการ และนำไปประยุกต์ในสถานการณ์ใหม่จนได้ชิ้นงานและสามารถสร้างชิ้นงานระดับที่เป็นนวัตกรรมได้
จากสภาพปัญหาดังกล่าว
แสดงให้เห็นว่านักเรียนควรได้รับการพัฒนาทั้งด้านความรู้ และทักษะ กระบวนการ
ความสามารถ
ในการคิดแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์การส่งเสริมกระบวนการเรียนรู้ให้มีประสิทธิภาพนั้น
จำเป็นต้องอาศัยหลักการหรือวิธีการ ที่เหมาะสม
ทฤษฎีที่ได้รับความสนใจมากในปัจจุบัน คือ ทฤษฎีกลุ่มสร้างสรรค์นิยม (Constructivism) ซึ่งเชื่อว่าการเรียนรู้จะเกิดขึ้น
เมื่อผู้เรียนได้สร้างความรู้ที่เป็นตนเองขึ้นมาจากความรู้ที่มีอยู่เดิมหรือจากความรู้ที่ได้รับมาใหม่ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ
มีรูปแบบ การเรียนรู้ที่เกิดจากแนวคิดนี้หลายรูปแบบ เช่น การเรียนรู้แบบร่วมมือ (Cooperative
Learning) การเรียนรู้แบบช่วยเหลือกัน (Collaborative
Learning) การเรียนรู้โดยการค้นคว้าอิสระ (Independent
Investigation Learning) การเรียนรู้โดยใช้ปัญหา เป็นฐาน (Problem-Based Learning) หรือเรียกย่อว่า PBL และครูจึงต้องเปลี่ยนแปลงบทบาทจากผู้สอนไปเป็นผู้อำนวยความสะดวก
ครูทำหน้าที่วางแผนจัดกิจกรรมที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ
โดยให้ผู้เรียนเป็นผู้คิด ลงมือปฏิบัติจริง
แสวงหาความรู้และค้นพบคำตอบด้วยตนเองให้มากที่สุด
บทบาทของครูผู้สอนในฐานะผู้อำนวยความสะดวก
จะทำหน้าที่อำนวยความสะดวกในการเรียนการสอน
และในขณะเดียวกันก็ดำเนินการกระตุ้นกระบวนการเรียนรู้
โดยการสร้างสภาพแวดล้อมและสนับสนุนทางจิตวิทยาให้เอื้อต่อการเรียนรู้ของนักเรียน
ซึ่งเป็นรูปแบบที่อยู่บนพื้นฐานความเชื่อที่ว่า นักเรียนมีความสามารถในการในการค้นหาคำตอบผ่านการสำรวจด้วยตัวเอง
โดยครูผู้สอนช่วยในการกำหนดเป้าหมายและวัตถุประสงค์รวมไปถึงสร้างบรรยากาศที่ผ่อนคลายและเป็นอิสระ
เพื่อกระตุ้นให้นักเรียนเรียนรู้และรู้จักแก้ปัญหาบทบาทของครูผู้สอนในฐานะผู้อำนวยความสะดวกนี้ เป็นรูปแบบที่กำลังได้รับความนิยม
และถูกยกย่องว่าเป็นรูปแบบที่เป็นผลดีต่อการศึกษายุคใหม่ เพราะเป็นบทบาทที่กระตุ้นให้ผู้เรียนเกิดองค์ความรู้ด้วยตัวเอง
และเพื่อให้การสอนมีประสิทธิภาพสูงสุด ควรใช้เทคนิคนี้ในกลุ่มย่อย เพราะการที่ครูผู้สอนปฏิสัมพันธ์กับนักเรียนเป็นรายบุคคลจะทำให้เขาเรียนรู้และมีความมั่นใจมากขึ้น
การเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน
เป็นรูปแบบการเรียนรู้ที่เกิดขึ้นจากแนวคิดตามทฤษฎีการเรียนรู้แบบสร้างสรรค์นิยม
โดยให้ผู้เรียนสร้างความรู้ใหม่ จากการใช้ปัญหาที่เกิดขึ้นจริงในโลกเป็นบริบท (Context) ของการเรียนรู้ เพื่อให้ผู้เรียนเกิดทักษะ
ในการคิดวิเคราะห์และคิดแก้ปัญหา
รวมทั้งได้ความรู้ตามศาสตร์ในสาขาวิชาที่ตนศึกษาไปพร้อมกันด้วย
การเรียนรู้โดยใช้ปัญหา
เป็นฐานจึงเป็นผลมาจากกระบวนการทำงานที่ต้องอาศัยความเข้าใจและการแก้ไขปัญหาเป็นหลัก
(ยรรยง สิทธุ์งาม, 2553)
ซึ่งการเรียนรู้แบบนี้มุ่งเน้นพัฒนาผู้เรียนในด้านทักษะและกระบวนการเรียนรู้
และพัฒนาผู้เรียนให้สามารถเรียนรู้โดยชี้นำตนเอง
โดยผู้เรียนจะได้ฝึกฝนการสร้างองค์ความรู้ผ่านกระบวนการคิดด้วยการแก้ปัญหาอย่างมีความหมายต่อผู้เรียน
(สำนักมาตรฐาน การศึกษาและพัฒนาการเรียนรู้, 2550)
นอกจากนี้การให้ปัญหาตั้งแต่ต้นจะเป็นตัวกระตุ้นให้นักเรียนอยากเรียนรู้
และถ้านักเรียน
แก้ปัญหาได้ก็จะมีส่วนช่วยให้นักเรียนจำเนื้อหาความรู้นั้นได้ง่ายและนานขึ้น
เพราะมีประสบการณ์ตรงในการแก้ปัญหา ดังนั้น ปัญหา
ที่ใช้เป็นตัวกระตุ้นมักเป็นปัญหาที่ต้องการคำอธิบายหรือความรู้จากหลาย ๆ วิชา
ทำให้นักเรียนได้เห็นถึงความสัมพันธ์ ความต่อเนื่อง ความเกี่ยวข้องของวิชาต่าง ๆ
เป็นเรื่องราวเดียวกัน แตกต่างจากการสอนแบบเดิมที่สอนวิชาใดก็จะสอนวิชานั้น ๆ
จนจบและอาจไม่ เห็นความสัมพันธ์ของแต่ละวิชา ทำให้นักเรียนไม่สามารถเรียนรู้ได้ดีเท่าที่ควร
(นภา หลิมรัตน์, 2540, หน้า 13)
การจัดการเรียนการ สอนคณิตศาสตร์ให้มีประสิทธิภาพนั้น
นอกจากการปรับเปลี่ยนรูปแบบการจัดการเรียนรู้ที่ทำให้นักเรียนเกิดความกระตือรือร้นในการ
เรียนแล้ว ผู้สอนจำเป็นต้องสอดแทรกทักษะ และกระบวนการทางคณิตศาสตร์เข้ากับการเรียนการสอนด้านเนื้อหา
ด้วยการให้ นักเรียนทำกิจกรรมหรือตั้งคำถามที่กระตุ้นให้นักเรียน อธิบาย
และให้เหตุผล (สำนักวิชาการและ มาตรฐานการศึกษา, 2551)
นอกจากนี้สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (2551)
ได้ระบุว่ามีงานวิจัยจำนวนมากที่ยืนยันว่าการสอนให้นักเรียน
ด้วยความเข้าใจอย่างมีเหตุมีผลดีกว่าสอนแบบให้จดจำ
โดยการสอนคณิตศาสตร์อย่างเป็นเหตุเป็นผล จึงทำให้นักเรียนมีเจตคติที่ดีต่อ
วิชาคณิตศาสตร์สามารถจดจำได้ดีและนานกว่าเดิม
ด้วยเหตุนี้ความสามารถในการให้เหตุผลทางคณิตศาสตร์จึงได้ถูกกำหนดให้เป็น หนึ่งของมาตรฐาน
ค 6.1 ในสาระที่ 6 ทักษะและกระบวนการทางคณิตศาสตร์ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขึ้นพื้นฐาน
พุทธศักราช 2551 (กระทรวงศึกษาธิการ, 2551) ซึ่งพบว่า ผลของการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน (Problem-Based Learning) เรื่อง พื้นที่ผิวและปริมาตร ที่มีความสามารถในการคิดวิเคราะห์
และความสามารถในการให้เหตุผลทางคณิตศาสตร์ของ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3
สูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้ (สิรินทรา มินทะขัติ, 2556) และยังพบว่า ชุดการเรียนการสอนโดยใช้ปัญหาเป็นฐาน เรื่อง พื้นที่ผิว
ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 สูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้
(สิรินทรา มินทะขัติ, 2556) ดังนั้น จากผล การศึกษาข้างต้น
จึงเห็นได้ว่าการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานเป็นอีกวิธีหนึ่งที่ช่วยพัฒนาผู้เรียนให้เข้าใจเนื้อหาในบทเรียน
มากยิ่งขึ้น
จากที่กล่าวมาข้างต้นผู้วิจัยจึงสนใจศึกษาการจัดการเรียนรู้เรื่อง
พื้นที่ผิวและปริมาตร สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3
เนื่องจากนักเรียนส่วนใหญ่แก้โจทย์ปัญหาที่เป็นปัญหาหรือสถานการณ์ต่าง
ๆ ไม่ได้ เขียนหรืออธิบายลักษณะการแก้ปัญหาที่เป็น ข้อความยาว ๆ
อย่างเป็นระบบไม่ได้ซึ่งอาจมีสาเหตุมาจากนักเรียนไม่เข้าใจโจทย์หรือปัญหาที่กำหนดให้
ขาดทักษะการแก้ปัญหาทาง คณิตศาสตร์
ตลอดจนวิธีการจัดการเรียนการสอนที่ไม่เหมาะสมหรือไม่ได้กระตุ้นการคิดวิเคราะห์
แก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ ของนักเรียนอย่างเป็นระบบและเป็นขั้นตอน
ดังนั้นการเรียนรู้เรื่อง พื้นที่ผิวและปริมาตร จึงเป็นเรื่องที่น่าสนใจ
เพราะเป็นรูปธรรม
สามารถเชื่อมโยงกับเรื่องที่เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันได้อย่างชัดเจน
ลักษณะของโจทย์บางรูปแบบอยู่ในชีวิตประจำวัน อีกทั้งยังท้า
ทายความสามารถของนักเรียนและช่วยกระตุ้นให้นักเรียนพัฒนาความสามารถด้านการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์
และยังเป็นแนวทาง ในการพัฒนาการเรียนการสอนคณิตศาสตร์ให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
ตลอดจนส่งเสริมให้นักเรียนได้มีโอกาสพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการ เรียนตามศักยภาพของตน
และการจัดกระบวนการเรียนการสอนคณิตศาสตร์ไม่ประสบผลเท่าที่ควรเป็นระยะเวลา 3
ปี การจัดการ เรียนการสอนแบบเดิมจึงทำให้การจัดการเรียนการสอนไม่ถึงเกณฑ์ที่ตั้งไว้
60 เปอร์เซ็นต์ จึงมีความต้องการที่จะพัฒนาแผนการ
จัดการเรียนรู้โดยคะแนนผลสัมฤทธิ์กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ เรื่อง
พื้นที่ผิวและปริมาตร สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 เฉลี่ยสูงขึ้น
ด้วยเหตุผลนี้ผู้วิจัย
จึงมีความสนใจที่จะจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานในเนื้อหา เรื่อง
พื้นที่ผิวและปริมาตร
ซึ่งเป็นเนื้อหาหนึ่งที่ต้องอาศัยการจดจำวิธีการหาพื้นที่ผิวและปริมาตรของรูปทรงสามมิติรวมถึงต้องวิเคราะห์ให้เหตุและผลในความสัมพันธ์
กันของรูปทรงสามมิติต่าง ๆ ว่าเกี่ยวข้องกันอย่างไร
และเพื่อยกระดับความสามารถในการคิดวิเคราะห์ ตลอดจนเป็นแนวทางในการ
ปรับปรุงและพัฒนาการจัดการเรียนรู้วิชาคณิตศาสตร์ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นต่อไป
1.2 ผลการวิเคราะห์ปัจจัยภายในและภายนอก
|
กลยุทธ์ด้านจุดแข็ง |
กลยุทธ์ด้านจุดอ่อน |
|
1.
ส่งเสริม สร้างขวัญกำลังใจ บุคลากรกลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ 2. ชื่นชม
ประชาสัมพันธ์เผยแพร่ผลงานนักเรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์สู่ชุมชน 3.
กลุ่มสาระคณิตศาสตร์ มีวัสดุอุปกรณ์เพื่ออำนวยความสะดวกในการปฏิบัติงาน |
1.
ปรับการเรียนเปลี่ยนการสอน สร้างสื่อนวัตกรรม ที่ทันสมัยเร้าความสนใจนักเรียน 2.
จัดบรรยากาศห้องเรียน เพิ่มเติมสื่อเทคโนโลยีที่ทันสมัย 3.
เพิ่มอัตรากำลังกลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ |
|
กลยุทธ์ด้านโอกาส |
กลยุทธ์ด้านอุปสรรค |
|
1.
จัดโครงการส่งเสริมนักเรียนกลุ่มที่มีความเป็นเลิศ
ด้านคณิตศาสตร์เพื่อให้มีโอกาสได้พัฒนาตนเองเพิ่มขึ้น 2.
ส่งเสริมนักเรียนโดยการส่งประกวดกิจกรรมต่างๆ ด้านคณิตศาสตร์ |
1.
ประชาสัมพันธ์ ชี้แจง ประชุม
ผู้ปกครองให้เข้าใจถึงความสำคัญของการจัดการเรียนการสอนกลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ 2.
ขอรับการสนับสนุนผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง โดยการจัดหาวิทยากร เพื่อส่งเสริม ความเป็นเลิศ
กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ |
1.3 กระบวนการแก้ไขปัญหาและพัฒนานวัตกรรมการศึกษา
เพื่อให้การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนให้เป็นไปตามจุดประสงค์ของหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน
พ.ศ. 2551
ผู้รายงานได้พยายามศึกษาค้นคว้าการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน
อันจะส่งผลให้นักเรียนมีความรู้ ความเข้าใจ ที่มาของสูตรการคำนวณ
สามารถนำสูตรในการคำนวณไปแก้ปัญหาได้และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงขึ้น พบว่า การพัฒนาการจัดการเรียนรู้โดยครูเป็นผู้อำนวยการเรียนรู้
(facilitator) ร่วมกับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน เพื่อพัฒนาทักษะการคิดขั้นสูง ของผู้เรียน รายวิชาคณิตศาสตร์
เรื่องพื้นที่ผิวและปริมาตร ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ช่วยทำให้การเรียนการสอนมีประสิทธิภาพ นักเรียนสามารถค้นคว้าด้วยและลงปฏิบัติกิจกรรมด้วยตนเอง
รวมทั้งได้ฝึกการทำงานเป็นกลุ่ม มีความรับผิดชอบต่อหมู่คณะ
และไม่เบื่อหน่ายในการเรียน นิธิวดี
เพียรรักกิจการค้า (2554 :31)
ด้วยเหตุผลดังกล่าวข้างต้น
ผู้รายงานมีความสนใจที่จะนำการพัฒนาการจัดการเรียนรู้โดยครูเป็นผู้อำนวยการเรียนรู้ (facilitator) ร่วมกับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน
เพื่อพัฒนาทักษะการคิดขั้นสูง ของผู้เรียน
รายวิชาคณิตศาสตร์ เรื่องพื้นที่ผิวและปริมาตร ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3มาใช้แก้ปัญหาด้วยการการพัฒนาการจัดการเรียนรู้โดยครูเป็นผู้อำนวยการเรียนรู้ (facilitator) ร่วมกับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน
เพื่อพัฒนาทักษะการคิดขั้นสูง ของผู้เรียน
รายวิชาคณิตศาสตร์ เรื่องพื้นที่ผิวและปริมาตร ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3
ตามหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน
พุทธศักราช 2551โดยการให้นักเรียนลงมือปฏิบัติการทดลองเพื่อสรุปผลการทดลองไปสู่องค์ความรู้และเชื่อมโยงสู่สูตรการคำนวณต่างๆที่สอดคล้องกับเนื้อหาสาระสำคัญที่ต้องการถ่ายทอดให้กับนักเรียน
ด้วยการใช้คำถามกระตุ้นคิดและการลงมือปฏิบัติผ่านรูปแบบการสอน ใบความรู้
แบบฝึกทักษะเพื่อให้นักเรียนเกิดทักษะพัฒนาการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง
เชื่อมโยงกับการดำรงชีวิตได้อย่างถูกต้อง
ตามความคาดหวังของพระราชบัญญัติการศึกษาที่หวังให้นักเรียนเป็นคนเก่ง คนดี
และมีความสุขอยู่ในสังคม
นอกจากนี้ยังสามารถนำไปประยุกต์ใช้สำหรับครูและผู้ที่สนใจการพัฒนาการเรียนการสอนวิชาคณิตศาสตร์ให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพต่อไป
1.4 วัตถุประสงค์เป้าหมายการพัฒนานวัตกรรมการศึกษา
1.
เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ เรื่อง
พื้นที่ผิวและปริมาตร ก่อนเรียนและหลังเรียนโดยใช้การจัดการเรียนรู้โดยครูเป็นผู้อำนวยการเรียนรู้ (facilitator) ร่วมกับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน
เพื่อพัฒนาทักษะการคิดขั้นสูง ของผู้เรียน
รายวิชาคณิตศาสตร์ เรื่องพื้นที่ผิวและปริมาตร ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3
2.
เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่เรียนโดยใช้การจัดการเรียนรู้โดยครูเป็นผู้อำนวยการเรียนรู้ (facilitator) ร่วมกับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน
เพื่อพัฒนาทักษะการคิดขั้นสูง ของผู้เรียน
รายวิชาคณิตศาสตร์ เรื่องพื้นที่ผิวและปริมาตร ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3
1.5 ขอบเขตการดำเนินงาน
ในการศึกษาครั้งนี้มีขอบเขตดังนี้
1.
ประชากร คือ นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3
ที่เรียนในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2568 โรงเรียนวัดป่าคาเจริญวิทยา สังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดพระนครศรีอยุธยา
จำนวน 5 ห้องเรียนจำนวน 155 คน
2. กลุ่มตัวอย่าง คือ
นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3/1
ที่เรียนในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2568 โรงเรียนวัดป่าคาเจริญวิทยา
สังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดพระนครศรีอยุธยา จำนวน 35 คน
โดยการสุ่มตัวอย่างแบบกลุ่ม (Cluster Random Sampling )
โดยใช้ห้องเรียนเป็นหน่วยในการสุ่ม ซึ่งนักเรียนในแต่ละห้องมีผลการเรียนที่ไม่แตกต่างกัน
เนื่องจากทางโรงเรียนได้จัดห้องเรียนโดยคละความสามารถของนักเรียน
3.
เนื้อหาที่ใช้ในการสร้างชุดกิจกรรมปฏิบัติการคณิตศาสตร์ เป็นเนื้อหา เรื่อง
พื้นที่ผิว และปริมาตร
ที่มีเนื้อความเกี่ยวกับ เรื่อง พื้นที่ผิวและปริมาตร
4.
ตัวแปรที่ใช้ในการศึกษา ได้แก่
5.
ตัวแปรต้น ได้แก่ การจัดการเรียนรู้โดยครูเป็นผู้อำนวยการเรียนรู้
(facilitator) ร่วมกับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน
6.
ตัวแปรตาม ได้แก่
6.1 ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์
เรื่อง พื้นที่ผิวและปริมาตร
6.2 ความพึงพอใจของนักเรียนที่เรียนโดยใช้การจัดการเรียนรู้โดยครูเป็นผู้อำนวยการเรียนรู้
(facilitator) ร่วมกับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน เพื่อพัฒนาทักษะการคิดขั้นสูง ของผู้เรียน รายวิชาคณิตศาสตร์
เรื่องพื้นที่ผิวและปริมาตร ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3
1.6 กิจกรรมดำเนินงาน
การพัฒนาการจัดการเรียนรู้โดยครูเป็นผู้อำนวยการเรียนรู้
(facilitator) ร่วมกับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน
เพื่อพัฒนาทักษะการคิดขั้นสูง ของผู้เรียน
รายวิชาคณิตศาสตร์ เรื่องพื้นที่ผิวและปริมาตร ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3
1. ออกแบบการพัฒนารูปแบบการสอนที่สะดวกและง่ายต่อการนำไปใช้ การพัฒนารูปแบบการสอนเป็นตัวเสริมสร้างการเรียนรู้และการบูรณาการร่วมกัน
สะดวกต่อการใช้งาน คุ้มค่าและมีประสิทธิภาพ
2. การพัฒนารูปแบบการสอนสอดคล้องกับเป้าหมายการเรียนรู้ มีการออกแบบสร้างการพัฒนารูปแบบการสอนกระบวนการทำงานที่
สอดคล้องกับนโยบายของคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานกระทรวงศึกษาธิการ
โดยมีการออกแบบสื่อและนวัตกรรมที่ยึดเป้าหมายในการจัด
กิจกรรมการเรียนรู้เป็นหลักและพัฒนา ปรับปรุง ให้ทันสมัยและเหมาะสมแก่ผู้เรียน
3.
มีการประเมินรูปแบบการสอน
โดยการมีส่วนร่วมของผู้เรียน ผู้เรียนมีส่วนร่วมและให้ความร่วมมือในการประเมินรูปแบบการสอนการเรียนการสอนโดยครูผู้สอนเป็นผู้ทำแบบสอบถาม/สำรวจ
ความพึงพอใจของผู้เรียน ในการใช้สื่อการเรียนรู้เพื่อทราบถึงความ
สอดคล้องของสื่อการเรียนการสอนที่สามารถนำมาพัฒนาผู้เรียนให้เกิดทักษาและการเรียนรู้ได้
4.
นำผลการประเมินมาใช้ในการพัฒนาปรับปรุงรูปแบบการสอนการเรียนรู้ให้มีคุณภาพ
1.7 ระยะเวลาดำเนินการ
ระยะเวลาที่ใช้ในการทดลอง คือ วันที่ 30 พฤษภาคม 2568 – 23 มิถุนายน 2568
1.8 งบประมาณ
-
1.9 ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับจากการพัฒนา
1. ครูได้พัฒนาการจัดการเรียนรู้โดยครูเป็นผู้อำนวยการเรียนรู้
(facilitator) ร่วมกับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน
เพื่อพัฒนาทักษะการคิดขั้นสูง ของผู้เรียน
รายวิชาคณิตศาสตร์ เรื่องพื้นที่ผิวและปริมาตร ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ช่วยให้มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์
เรื่อง พื้นที่ผิวและปริมาตร ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 สูงขึ้น
2. นักเรียนมีความรู้
เรื่อง พื้นที่และปริมาตรของปริซึม พื้นที่ผิวและปริมาตรของทรงกระบอก
ปริมาตรของพีระมิด ปริมาตรของกรวย ปริมาตรของทรงกลม
3. เป็นแนวทางในการพัฒนาการจัดการเรียนรู้โดยครูเป็นผู้อำนวยการเรียนรู้
(facilitator) ร่วมกับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานเนื้อหาอื่นต่อไป
2.
หลักการ ทฤษฎี กรอบแนวคิดการพัฒนานวัตกรรมการศึกษา
2.1
การจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน
2.1.1
ความหมายของการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน
2.1.2 ลักษณะของการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน
2.1.3 ลักษณะของปัญหาในการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน
2.1.4 ขั้นตอนการเรียนรู้ของการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน
2.1.5 แนวทางการวัดและการประเมินผลในการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน
2.1.6 บทบาทของผู้เรียนและผู้สอนในการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน
2.2 ผู้อำนวยการจัดการเรียนรู้
2.3 ความคิดขั้นสูง
2.1 การจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน
2.1.1 ความหมายของการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน
การเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน มาจากคำในภาษาอังกฤษว่า Problem-Based Learning (PBL)
มีนักการศึกษาหลายคนได้เรียกชื่อแตกต่างกัน เช่น การเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน
การเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นหลัก การเรียนรู้จากปัญหา
การเรียนรู้แบบใช้ปัญหาเป็นหลัก และมี นักการศึกษาให้ความหมายไว้ดังนี้
วัฒนา รัตนพรหม (2548, หน้า 33) กล่าวว่า
การจัดการเรียนรู้แบบใช้ปัญหาเป็นฐาน เป็นยุทธศาสตร์การจัดการเรียนการสอน
โดยมีจุดมุ่งหมายที่จะให้นักเรียนได้เรียนจากสถานการณ์ที่ เป็นจริง
ซึ่งอยู่ในรูปของปัญหาที่จะพบได้ในชีวิตจริงของการปฏิบัติงานตามวิชาชีพที่หลักสูตรนั้น
ต้องการผลิตขึ้น ทั้งนี้เพื่อการศึกษาถึงองค์ความรู้ที่เกี่ยวข้องในการแก้ไขปัญหา
ฝึกฝนความสามารถ ในการแสวงหาความรู้ กระบวนการแก้ปัญหาและการทำงานร่วมกันเป็นทีมโดยที่ไม่ได้เน้นการศึกษา
เนื้อหาเป็นรายวิชา
สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (2550, หน้า 1) กล่าวว่า การจัดการเรียนรู้แบบใช้
ปัญหาเป็นฐาน เป็นกระบวนการจัดการเรียน
ที่เริ่มต้นจากปัญหาที่เกิดขึ้นโดยสร้างความรู้จาก กระบวนการท างานกลุ่ม
เพื่อแก้ปัญหาเกี่ยวกับชีวิตประจำวันและมีความสำคัญต่อนักเรียน ตัวปัญหา
จะเป็นตั้งต้นของกระบวนการเรียนรู้และเป็นตัวกระตุ้นการพัฒนาทักษะการแก้ปัญหาด้วยเหตุผล
และการสืบค้นหาข้อมูลเพื่อเข้าใจกลไกของตัวปัญหา รวมทั้งวิธีการแก้ปัญหา
การเรียนรู้แบบนี้มุ่งเน้น
พัฒนานักเรียนในด้านทักษะและกระบวนการเรียนรู้และพัฒนานักเรียนให้สามารถเรียนรู้โดยการชี้น
า
ตนเองซึ่งนักเรียนจะได้ฝึกฝนการสร้างองค์ความรู้ใหม่โดยผ่านกระบวนการคิดด้วยการแก้ปัญหาใหญ่
ต่อนักเรียน
ทิศนา แขมมณี (2558, หน้า 137) กล่าวว่า การจัดการเรียนรู้แบบใช้ปัญหาเป็นหลักเป็น
การจัดสภาพการของการเรียนการสอนที่ใช้ปัญหาเป็นเครื่องมือ
ในการช่วยให้นักเรียนเกิดการเรียนรู้ ตามเป้าหมาย โดยครูอาจน
านักเรียนไปเผชิญสถานการณ์ปัญหาจริง หรือครูอาจจัดสภาพการณ์ให้
นักเรียนเผชิญปัญหาหรือฝึกกระบวนการคิดวิเคราะห์ปัญหาและแก้ปัญหาร่วมกันเป็นกลุ่มซึ่งจะช่วย
ให้นักเรียนเกิดความเข้าใจในปัญหานั้นอย่างชัดเจนได้เห็นทางเลือก
และวิธีที่หลากหลายในการ แก้ปัญหา
รวมทั้งช่วยให้นักเรียนเกิดความใฝ่รู้เกิดทักษะกระบวนการคิดและกระบวนการแก้ปัญหา
ต่าง ๆ
Duch (1995,
p. 1) กล่าวว่า
การจัดการเรียนรู้แบบใช้ปัญหาเป็นฐาน เป็นวิธีการเรียน
การสอนที่มีลักษณะใช้ปัญหาเกี่ยวกับชีวิตประจ าวันของนักเรียน
เป็นวิธีการเรียนการสอนที่ฝึกให้ นักเรียนคิดวิเคราะห์และพัฒนาทักษะการแก้ปัญหา
นักเรียนจะเรียนรู้ทักษะการเรียนรู้ตลอดชีวิตซึ่ง ประกอบด้วยความสามารถในการค้นคว้าและการใช้ทรัพยากรการเรียนรู้อย่างมีคุณภาพและความรู้
ต่าง ๆ ที่มีอยู่ก่อนแล้วเป็นสิ่งที่มีความสำคัญสำหรับการเรียนรู้แบบใช้ปัญหาเป็นฐาน
Gallagher (1997,
pp. 332-362)
ได้ให้ความหมายว่า การจัดการเรียนรู้แบบใช้ปัญหา
เป็นฐานเป็นการเรียนรู้ที่นักเรียนต้องเรียนรู้จากการเรียน (Learn to Learn) เป็นการให้นักเรียน ท างานร่วมกันเป็นกลุ่มเพื่อค้นหาวิธีแก้ปัญหา
โดยจะบูรณาการความรู้ที่ต้องการให้นักเรียนได้รับกับ การแก้ปัญหาเข้าด้วยกัน
ปัญหาที่ใช้มีลักษณะเกี่ยวกับชีวิตประจ าวันและมีความสำคัญกับนักเรียน
การเรียนรู้แบบใช้ปัญหาเป็นฐานจะมุ่งเน้นพัฒนานักเรียนในด้านทักษะการเรียนรู้มากกว่าความรู้ที่
นักเรียนจะได้มา และพัฒนานักเรียนสู่การเป็นผู้ที่สามารถเรียนรู้โดยชี้นำตนเองได้
จากการค้นคว้าเอกสารข้างต้น
ผู้วิจัยได้ให้ความหมายของการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็น ฐานว่า
เป็นการเรียนรู้ที่ผู้เรียนสร้างองค์ความรู้จากสถานการณ์หรือปัญหาที่ผู้เรียนสนใจผ่านการ
ทำงานเป็นกลุ่ม สืบค้น ทำความเข้าใจ และแก้ปัญหาด้วยเหตุผล
โดยที่ปัญหานั้นจะมีความสัมพันธ์กับ ชีวิตจริง และเป็นจุดตั้งต้นของกระบวนการการเรียนรู้
ครูผู้สอนเป็นเพียงผู้ให้คำแนะนำ จัดสภาพแวดล้อมให้เข้ากับการเรียนรู้
และเป็นแหล่งเรียนรู้หนึ่งของผู้เรียน
2.1.2 ลักษณะของการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน
ทิศนา แขมมณี (2558, หน้า 137)
ได้กล่าวถึงลักษณะของปัญหาที่ใช้ในการเรียนรู้โดยใช้ ปัญหาเป็นฐานว่า
ปัญหาสามารถกระตุ้นให้ผู้เรียนเกิดภาวะงุนงงสงสัยและความต้องการที่จะแสวงหา
ความรู้เพื่อขจัดความสงสัยดังกล่าว
การให้ผู้เรียนได้เผชิญปัญหาจริงหรือสถานการณ์ต่าง ๆ และ
ร่วมกันคิดหาทางแก้ปัญหานั้น ๆ จะช่วยให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้อย่างมีความหมาย
และสามารถ พัฒนาทักษะกระบวนการต่าง ๆ อันเป็นทักษะที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตและการเรียนรู้ตลอดชีวิต
มัณฑรา ธรรมบุศย์ (2549, หน้า 13)
ได้สรุปลักษณะของการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน ดังนี้ 1.
ผู้เรียนเป็นศูนย์กลางของการเรียนรู้อย่างแท้จริง 2. เป็นการเรียนรู้โดยใช้กลุ่มผู้เรียนที่มีขนาดเล็ก
3. ครูเป็นผู้อำนวยความสะดวกหรือเป็นผู้ให้คำแนะนำ 4. ใช้ปัญหาเป็นตัวกระตุ้นในการเรียนรู้ 5. ปัญหาที่นำมาใช้มีลักษณะคลุมเครือ
ไม่ชัดเจน ปัญหาหนึ่งอาจมีคำตอบได้หลาย คำตอบหรือแก้ปัญหาได้หลายทาง 6. ผู้เรียนเป็นคนแก้ปัญหาโดยการแสวงหาความรู้ใหม่ ๆ ด้วยตนเอง 7. ใช้ด้านประเมินผลจากสภาพจริง โดยดูจากความสามารถในการปฏิบัติกิจกรรม
Zhang (2002,
pp. 30-36)
ได้กล่าวถึงลักษณะของการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน ดังนี้ 1.
เป็นบริบทของการเรียนรู้ เพื่อให้ผู้เรียนเกิดทักษะต่าง ๆ ซึ่งเป็นสิ่งที่ได้มาจาก
การแก้ปัญหาที่มีความสัมพันธ์ใกล้เคียงกับชีวิตจริงมากที่สุด 2. ใช้ปัญหาเป็นตัวขับเคลื่อนในการเรียนรู้ 3.
เป็นการเรียนรู้แบบบูรณาการระหว่างความรู้ในศาสตร์ต่างๆ และทักษะ
กระบวนการเข้าด้วยกัน 4. นักเรียนจะเป็นผู้ด
าเนินการแก้ปัญหาด้วยตนเอง ครูจะเป็นเพียงผู้ให้ความ ช่วยเหลือ
ให้คำแนะนำและเพื่ออ านวยความสะดวกในการเรียนรู้ให้แก่นักเรียน 5. เป็นการเรียนรู้แบบชี้น าตนเอง นักเรียนจะเป็นผู้ก
าหนดทิศทางของการเรียนรู้ ด้วยตนเองในการกำหนดว่าต้องเรียนรู้อะไร อย่างไร
จากที่ใด เพื่อให้ได้ความรู้มาแก้ปัญหา 6.
เป็นการเรียนรู้จากกระบวนการของการเรียนรู้การเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน
จะเน้นที่กระบวนการเรียนรู้ซึ่งการเรียนรู้ที่เกิดขึ้นขณะดำเนินการแก้ปัญหา
7. เป็นการเรียนรู้แบบช่วยเหลือกันเป็นกลุ่ม 8.
ปัญหาที่ใช้ในการเรียนรู้จะเป็นปัญหาที่ยาก มีความซับซ้อน ไม่ชัดเจน เป็น
ปัญหาปลายเปิด ที่สามารถกระตุ้นนักเรียนให้ได้ใช้ความคิด ทำความเข้าใจปัญหา
และค้นคว้าหา ความรู้มาเพื่อแก้ปัญหานั้น 9.
ให้ความสำคัญกับประสบการณ์และความรู้ที่มีอยู่ก่อนแล้ว ซึ่งครูใช้เป็นแนวการ
จัดการเรียนรู้ให้เหมาะสมกับนักเรียนแต่ละคน จากการศึกษาลักษณะสำคัญของการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน
ผู้วิจัยสามารถ สรุปได้ดังนี้ 1. การจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานควรใช้ปัญหาที่คลุมเครือ
เพื่อกระตุ้นใน การอยากแสวงหาคำตอบ ซึ่งอาจมีหลายทางในการแก้ปัญหาและค
าตอบที่หลากหลาย 2. การเรียนรู้ของผู้เรียนจะเกิดขึ้นขณะที่ด
าเนินการแก้ปัญหา 3.
เป็นการเรียนรู้แบบเน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง ครูเป็นเพียงผู้คอยให้คำแนะนำและ
จัดสภาพแวดล้อมในการเรียน 4. ใช้การจัดการเรียนรู้เป็นกลุ่ม
เพื่อให้ผู้เรียนเกิดทักษะในการท างานร่วมกับผู้อื่น 5.
ประเมินผลการเรียนรู้ โดยประเมินจากความสามารถในการปฏิบัติกิจกรรม
2.1.3
ลักษณะของปัญหาในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน Torp and Sage
(1998, p. 20)
ได้กล่าวถึงลักษณะของปัญหาในการเรียนรู้โดยใช้ปัญหา เป็นฐานไว้ดังนี้ 1. เป็นปัญหาที่ยากมีความซับซ้อน 2.
เป็นปัญหาที่ต้องมีการสืบสวนค้นคว้า รวบรวมข้อมูลเพิ่มมาใช้แก้ปัญหา 3. เป็นปัญหาที่ไม่สามารถหาค าตอบได้ง่ายโดยใช้สูตรใดสูตรหนึ่งหาคำตอบ
4. เป็นปัญหาที่มีวิธีหาคำตอบได้หลายวิธี
สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (2550, หน้า 3-4) ได้กล่าวว่า การจัดการเรียนรู้แบบ
ใช้ปัญหาเป็นฐาน สิ่งสำคัญที่สุด คือ
ปัญหาหรือสถานการณ์ที่เป็นตัวกระตุ้นให้เกิดกระบวนการเรียนรู้ ลักษณะสำคัญของปัญหามีดังนี้
1. เกิดขึ้นในชีวิตจริงและเกิดจากประสบการณ์ของผู้เรียน
หรือผู้เรียนอาจมีโอกาส ประเชิญกับปัญหานั้น2. เป็นปัญหาที่พบบ่อย
มีความสำคัญ มีข้อมูลเพียงพอสำหรับการค้นคว้า 3.
เป็นปัญหาที่ยังไม่มีค าตอบชัดเจนตายตัว เป็นปัญหาที่มีความซับซ้อน คลุมเครือ
หรือผู้เรียนเกิดความสงสัย 4.
เป็นปัญหาที่มีประเด็นขัดแย้งข้อถกเถียงในสังคมยังไม่มีข้อยุติ 5. เป็นปัญหาอยู่ในความสนใจเป็นสิ่งที่อยากรู้แต่ไม่รู้ 6. ปัญหาที่สร้างความเดือดร้อน เสียหาย เกิดโทษภัย
เป็นสิ่งไม่ดีหากใช้ข้อมูลโดย ล าพังคนเดียวอาจท าให้ต่อปัญหาผิดพลาด 7. ปัญหาที่มีการยอมรับว่าจริง ถูกต้อง แต่ผู้เรียนไม่เชื่อว่าจริง
ไม่สอดคล้องกับ ความคิดของผู้เรียน 8. ปัญหาที่อาจมีค
าตอบหรือแนวทางในการแสวงหาค าตอบได้หลายทางครอบคลุม
การเรียนรู้ที่กว้างขวางหลากหลายเนื้อหา 9.
เป็นปัญหาที่มีความยากง่าย เหมาะสมกับพื้นฐานของผู้เรียน 10.
เป็นปัญหาที่ไม่สามารถหาคำตอบได้ทันทีต้องการสำรวจค้นคว้าและรวบรวม ข้อมูลหรือทดลองดูก่อน
จึงจะได้คำตอบ ไม่สามารถจะคาดเดาหรือทำนายได้ยังไงว่าต้องใช้ความรู้
อะไรยุทธวิธีในการศึกษาหาความรู้เป็นอย่างไร หรือหาคำตอบ
หรือผลของความรู้เป็นอย่างไร 11.
เป็นปัญหาส่งเสริมความรู้ด้านเนื้อหาทักษะสอดคล้องกับหลักสูตร
Duch (1995) ได้ให้แนวทางเกี่ยวกับลักษณะของปัญหาที่ดีดังนี้ 1.
ปัญหาที่มีประสิทธิภาพต้องดึงดูดใจผู้เรียนเป็นประการแรกและกระตุ้นให้ผู้เรียน สำรวจความเข้าใจมโนทัศน์ที่ลึกซึ้งมากขึ้น
ปัญหานั้นควรสัมพันธ์กับโลกความเป็นจริง 2.
ปัญหาที่ดีต้องการให้ผู้เรียนได้ตัดสินใจหรือพิจารณาโดยใช้ข้อเท็จจริงที่พอหาได้/
ข้อสนเทศ/เหตุผล/และการมีหลักการและเหตุผล
นอกจากนี้ปัญหานั้นควรต้องให้ผู้เรียนได้ให้นิยาม ข้อตกลงเบื้องต้นที่จ าเป็น
เพื่อที่จะกล่าวถึงข้อสนเทศใดที่เกี่ยวข้องหรือขั้นตอนใดหรือการปฏิบัติใดที่ ต้องการจำเป็นที่จะเข้าถึงปัญหาได้
3. ความร่วมมือจากสมาชิกทั้งหมดของกลุ่มผู้เรียนที่มีความจำเป็น
เพื่อที่จะได้ ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ผ่านปัญหาที่มีความยากและความซับซ้อนของปัญหา ปัญหาจะต้อง
ได้รับการควบคุมเพื่อว่าผู้เรียนจะได้ตระหนักในแง่ที่ว่า “การแข่งและชัยชนะ”
ซึ่งไม่ใช่กลยุทธ์ของ การแก้ปัญหาที่มีประสิทธิภาพ 4. คำตอบตอนเริ่มแรกในปัญหาควรแสดงถึงลักษณะที่เกี่ยวข้องกับสมาชิกของกลุ่ม
ในการอภิปราย ซึ่งลักษณะเหล่านี้รวมถึงปัญหาปลายเปิดที่ไม่จำเป็นว่ามีคำตอบเดียวซึ่งเกี่ยวข้องกับ
ความรู้ที่เรียนไปก่อนแล้ว และมีการประเมินปัญหาด้วยวิธีการที่หลากหลาย
ซึ่งจะเป็นตัวกระตุ้น ผู้เรียนให้ดึงความรู้และแนวคิดซึ่งกันและกันออกมา 5. วัตถุประสงค์เนื้อหาของรายวิชาควรรวมเข้าไว้ในปัญหาด้วย
เชื่อมโยงความรู้เดิม กับมโนทัศน์ใหม่
และเชื่อมโยงความรู้ใหม่กับมโนทัศน์ในรายวิชาอื่นและสาขาวิชาอื่น
จากลักษณะของปัญหาที่ใช้ในการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานได้กล่าวมาข้างต้น
สามารถสรุปได้ดังนี้
1. ดึงดูดใจให้ผู้เรียนสนใจอยากค้นหาคำตอบ
และกระตุ้นให้ผู้เรียนอยากสำรวจ ความเข้าใจในมโนทัศน์ที่ลึกซึ้งมากขึ้น 2. เป็นปัญหาที่ไม่ค่อยชัดเจน (lll-define
problem) สร้างค าถามให้เกิดขึ้นในใจ แก่ผู้เรียน หรือเป็นปัญหาที่ยังไม่มีคำตอบชัดเจนตายตัว
มีความซับซ้อน คลุมเครือที่ชวนให้ผู้เรียนเกิด ความสงสัย 3.
มีความเกี่ยวข้องกันระหว่างความรู้เดิมกับมโนทัศน์ใหม่ เชื่อมโยงความรู้ใหม่กับ
มโนทัศน์ในรายวิชาอื่นแล้วสาขาอื่น และมีการเชื่อมโยงระหว่างทฤษฎีการประยุกต์ใช้
4. ส่งเสริมความรู้ด้านเนื้อหาและทักษะที่สอดคล้องกับหลักสูตรการศึกษา
ควรมี วัตถุประสงค์เนื้อหาของรายวิชาควรรวมเข้าไว้ในปัญหาด้วย เพื่อที่จะน
าผู้เรียนไปสู่จุดหมายของการ เรียนรู้ 5.
สัมพันธ์กับโลกความเป็นจริง ซึ่งอาจเกิดจากประสบการณ์ของผู้เรียน หรือผู้เรียน
อาจมีโอกาสเผชิญปัญหานั้นในอนาคต 6.
ไม่สามารถหาหรือคาดเดาได้ง่าย ๆ หรือหาค าตอบได้ในทันทีต้องการสำหรับ
ค้นคว้าและการรวบรวมข้อมูลหรือทดลองก่อนถึงจะตอบปัญหาได้ 7. มีความซับซ้อนเพียงพอที่จะทำให้ผู้เรียนจำเป็นต้องมีการอภิปรายร่วมกัน
ร่วมมือกันในการทำงาน ต้องอาศัยสมาชิกในกลุ่มช่วยในการแก้ปัญหา 8. โครงสร้างของปัญหามีลักษณะที่สามารถหาแนวทางในการแก้ปัญหาได้อย่าง
หลากหลาย มีรูปแบบการแก้ปัญหาไม่แน่นอน และขัดแย้งในบางครั้ง 9. ท้าทายให้ผู้เรียนได้แสดงการให้เหตุผล และแสดงออกถึงทักษะการคิด
10. มีความยากความง่ายเหมาะสมกับพื้นฐานของผู้เรียน
และเป็นปัญหาที่สามารถ เกิดขึ้นได้ทั่วไปตามปกติ
2.1.4
ขั้นตอนการเรียนรู้ของการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน
ขั้นตอนของการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานอาจมีความเหมือนหรือแตกต่างกันไปบ้างใน
แต่ละแนวคิด ดังที่นักวิชาการได้กล่าวไว้ ดังนี้
วัชรา
เล่าเรียนดี (2547,
หน้า 73)
ได้สรุปขั้นตอนการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานเพื่อ
เป็นแนวทางในการปฏิบัติไว้ดังนี้
1.
จัดกิจกรรมให้นักเรียนได้เผชิญปัญหา ได้แสวงหาค้นพบด้วยตนเองจัด
สถานการณ์บทบาทสมมุติเรื่องสั้น หรือใช้วีดีทัศน์
2.
จัดกลุ่มนักเรียนร่วมกันเรียนรู้ (3-5 คน)
ให้เด็กร่วมอภิปรายแสดงความคิดเห็น เพื่อทำความเข้าใจกับปัญหาให้ชัดเจน
3.
ให้นักเรียนถามคำถามในเรื่องที่เขาสงสัย
ไม่รู้หรือไม่เข้าใจในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับ ปัญหา
(ครูคอยกระตุ้นให้นักเรียนถามคำถาม)
4.
นักเรียนร่วมกันคิดหาวิธีแก้ปัญหา วางแผนแก้ปัญหาและระบุสื่อ วัสดุอุปกรณ์ที่
ต้องใช้
5.
นักเรียนร่วมกันแสวงหาความรู้ และเก็บรวบรวมข้อมูลเพื่อแก้ปัญหา
6.
นักเรียนร่วมกันแก้ปัญหา หาคำตอบของปัญหาที่เลือก และนำเสนอผลการ
เรียนรู้คือผลการแก้ปัญหาอาจจะนำเสนอในรูปโครงงาน การแสดงนิทรรศการของผลงาน
และผลการ หาคำตอบของปัญหา
7.
ร่วมกันประเมินผลการทำงานกลุ่มและผลงานกลุ่มให้ข้อเสนอแนะในการ พัฒนาการเรียนรู้
พลสัณห์ โพธิ์ศรีทอง (2548, หน้า 186-187)
กล่าวถึงขั้นตอนการจัดการเรียนรู้แบบใช้
ปัญหาเป็นฐานเป็นกระบวนการเรียนรู้ในกลุ่มย่อย (Small group learning) โดยนักเรียนจะเรียนรู้ จากกรณี(Case study)
หรือจากสถานการณ์(Scenario) ที่ก
าหนดมาให้โดยใช้กระบวนการทาง วิทยาศาสตร์ในการแก้ปัญหา เพื่อให้เกิดการเรียนรู้ตามวัตถุประสงค์ที่ตนเองได้ก
าหนดไว้ในแต่ละ เรื่อง โดยมีขั้นตอนของการเรียนรู้ดังต่อไปนี้
ขั้นที่ 1 กลุ่มผู้เรียนจะต้องทำความเข้าใจทั้งคำศัพท์ ข้อความ แนวคิดที่ปรากฏอยู่ใน
ปัญหาให้ชัดเจนเสียก่อนโดยอาศัยความรู้พื้นฐานเดิมของสมาชิกภายในกลุ่ม
หรือจากเอกสาร ตำรา แหล่งวิทยาการและสื่อต่าง ๆ
ขั้นที่ 2 เป็นการอธิบายปัญหาร่วมกันของสมาชิกภายในกลุ่ม เพื่อให้ทุกคนเกิดความ
เข้าใจและมีความเห็นแย้งกันว่า มีเหตุการณ์หรือปรากฏการณ์ใดบ้างที่กล่าวถึงในปัญหานั้นและจำกัด
ขอบเขตปัญหาใดให้ชัดเจน
ขั้นที่ 3 และ 4 สมาชิกในกลุ่มจะช่วยกันวิเคราะห์ปัญหาโดยใช้เหตุผลและพื้น
ฐานความรู้เดิมของสมาชิกเพื่อให้ได้แนวความคิด
และข้อสนับสนุนเกี่ยวกับโครงสร้างของปัญหา
สมาชิกของกลุ่มจะต้องระดมความคิดเกี่ยวกับกระบวนการ
และกลไกที่เป็นไปได้ในการแก้ปัญหา เพื่อ
สร้างสมมติฐานที่สมเหตุสมผลให้มากที่สุดจึงเรียก 2 ขั้นนี้ว่าขั้นวิเคราะห์ปัญหาและขั้นตั้งสมมติฐาน
เกี่ยวกับปัญหานั้น
ขั้นที่ 5 เป็นการจัดลำดับความสำคัญของสมมติฐาน โดยอาศัยข้อมูลข่าวสารต่าง ๆ
รวมทั้งความรู้จากสมาชิกภายในกลุ่ม เพื่อคัดข้อสมมติฐานที่เป็นไปไม่ได้ออกไปและเลือกเอาข้อ
สมมติฐานที่มีความเป็นไปได้ไว้ศึกษาต่อไป
ขั้นที่ 6 เป็นการกำหนดวัตถุประสงค์ของการเรียนรู้ด้วยสมาชิกในกลุ่มร่วมกัน
ตรวจสอบและวิเคราะห์ว่าการพิสูจน์นี้หรือทดสอบสมมติฐานที่ได้เลือกไว้นั้นจ
าเป็นจะต้องหาข้อมูล ข่าวสารหรือความรู้ในเรื่องใดบ้างมาเพิ่มเติม
ด้วยการเขียนวัตถุประสงค์ของการเรียนรู้ออกมาเป็น ข้อ ๆ เช่น
ต้องการเขียนเป็นแผนการเรียนการสอนออกมาต้องใช้เทคนิควิธีการเรียนการสอนการ
วัดผลอย่างไรบ้าง สื่อต่าง ๆ ต้องการใช้อะไรบ้างและมากน้อยเพียงใด เป็นต้น
ขั้นที่ 7 เป็นขั้นการรวบรวมข้อมูลข่าวสารและความรู้จากแหล่งต่าง ๆ เพื่อให้เป็นไป
ตามวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้ในขั้นที่ 6 โดยสมาชิกจะแบ่งการแสวงหาความรู้ข้อมูล
ข่าวสาร เพิ่ม แหล่ง วิทยาการ (Resource) ต่าง ๆ ได้แก่
เอกสาร ตำรา ผู้เชี่ยวชาญแนะนำมาเสนอต่อกลุ่มเพื่อใช้คำถาม หรืออธิบายในข้อปัญหาที่ต้องการแก้ไข
เช่น เพื่อนำมาเขียนเป็นแผนการสอนหรือเพื่อนำมาเป็น ข้อมูลในการกำหนดเทคนิคการสอน
การวัดผลการใช้สื่อเป็นต้น
ขั้นที่ 8 เป็นขั้นทดสอบสมมติฐาน โดยสมาชิกแต่ละคนในกลุ่มจะนำข้อมูลข่าวสารที่
ค้นคว้ามาได้เสนอต่อกลุ่ม
เพื่อร่วมกันพิจารณาตรวจสอบว่าข้อมูลที่ได้มานั้นเพียงพอต่อการทดสอบ
สมมติฐานหรือไม่หากพบว่ายังขาดข้อมูลที่ส่วนใดก็จะต้องไปค้นคว้าเพิ่มเติมให้ครบถ้วนจากนั้นก็ทำ
การพิสูจน์หรือทดสอบสมมติฐานให้เกิดความมั่นใจร่วมกันทั้งกลุ่ม
ขั้นที่ 9 เป็นขั้นให้ข้อสรุปและหลักการที่ได้จากการศึกษาปัญหา
โดยกลุ่มจะสรุป เนื้อหาสาระและหลักการต่าง ๆ ที่ได้จากการศึกษาปัญหารวมทั้งสรุปแนวทางในการนำความรู้และ
หลักการนั้นไปใช้ในคราวต่อไป
2.1.5 ขั้นตอนการเรียนรู้ของการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน
ขั้นตอนของการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานอาจมีความเหมือนหรือแตกต่างกันไปบ้างใน
แต่ละแนวคิด ดังที่นักวิชาการได้กล่าวไว้ ดังนี้
วัชรา
เล่าเรียนดี (2547,
หน้า 73)
ได้สรุปขั้นตอนการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานเพื่อ
เป็นแนวทางในการปฏิบัติไว้ดังนี้
1.
จัดกิจกรรมให้นักเรียนได้เผชิญปัญหา ได้แสวงหาค้นพบด้วยตนเองจัด
สถานการณ์บทบาทสมมุติเรื่องสั้น หรือใช้วีดีทัศน์
2.
จัดกลุ่มนักเรียนร่วมกันเรียนรู้ (3-5 คน)
ให้เด็กร่วมอภิปรายแสดงความคิดเห็น เพื่อทำความเข้าใจกับปัญหาให้ชัดเจน
3.
ให้นักเรียนถามคำถามในเรื่องที่เขาสงสัย
ไม่รู้หรือไม่เข้าใจในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับ ปัญหา
(ครูคอยกระตุ้นให้นักเรียนถามคำถาม)
4.
นักเรียนร่วมกันคิดหาวิธีแก้ปัญหา วางแผนแก้ปัญหาและระบุสื่อ วัสดุอุปกรณ์ที่
ต้องใช้
5.
นักเรียนร่วมกันแสวงหาความรู้ และเก็บรวบรวมข้อมูลเพื่อแก้ปัญหา
6.
นักเรียนร่วมกันแก้ปัญหา หาคำตอบของปัญหาที่เลือก และนำเสนอผลการ
เรียนรู้คือผลการแก้ปัญหาอาจจะนำเสนอในรูปโครงงาน การแสดงนิทรรศการของผลงาน
และผลการ หาคำตอบของปัญหา
7.
ร่วมกันประเมินผลการทำงานกลุ่มและผลงานกลุ่มให้ข้อเสนอแนะในการ พัฒนาการเรียนรู้
พลสัณห์ โพธิ์ศรีทอง (2548, หน้า 186-187)
กล่าวถึงขั้นตอนการจัดการเรียนรู้แบบใช้
ปัญหาเป็นฐานเป็นกระบวนการเรียนรู้ในกลุ่มย่อย (Small group learning) โดยนักเรียนจะเรียนรู้ จากกรณี(Case study)
หรือจากสถานการณ์(Scenario) ที่ก
าหนดมาให้โดยใช้กระบวนการทาง วิทยาศาสตร์ในการแก้ปัญหา
เพื่อให้เกิดการเรียนรู้ตามวัตถุประสงค์ที่ตนเองได้ก าหนดไว้ในแต่ละ เรื่อง
โดยมีขั้นตอนของการเรียนรู้ดังต่อไปนี้
ขั้นที่ 1 กลุ่มผู้เรียนจะต้องทำความเข้าใจทั้งคำศัพท์ ข้อความ แนวคิดที่ปรากฏอยู่ใน
ปัญหาให้ชัดเจนเสียก่อนโดยอาศัยความรู้พื้นฐานเดิมของสมาชิกภายในกลุ่ม
หรือจากเอกสาร ตำรา แหล่งวิทยาการและสื่อต่าง ๆ
ขั้นที่ 2 เป็นการอธิบายปัญหาร่วมกันของสมาชิกภายในกลุ่ม เพื่อให้ทุกคนเกิดความ
เข้าใจและมีความเห็นแย้งกันว่า มีเหตุการณ์หรือปรากฏการณ์ใดบ้างที่กล่าวถึงในปัญหานั้นและจำกัด
ขอบเขตปัญหาใดให้ชัดเจน
ขั้นที่ 3 และ 4 สมาชิกในกลุ่มจะช่วยกันวิเคราะห์ปัญหาโดยใช้เหตุผลและพื้น
ฐานความรู้เดิมของสมาชิกเพื่อให้ได้แนวความคิด
และข้อสนับสนุนเกี่ยวกับโครงสร้างของปัญหา
สมาชิกของกลุ่มจะต้องระดมความคิดเกี่ยวกับกระบวนการ
และกลไกที่เป็นไปได้ในการแก้ปัญหา เพื่อ
สร้างสมมติฐานที่สมเหตุสมผลให้มากที่สุดจึงเรียก 2 ขั้นนี้ว่าขั้นวิเคราะห์ปัญหาและขั้นตั้งสมมติฐาน
เกี่ยวกับปัญหานั้น
ขั้นที่ 5 เป็นการจัดลำดับความสำคัญของสมมติฐาน โดยอาศัยข้อมูลข่าวสารต่าง ๆ
รวมทั้งความรู้จากสมาชิกภายในกลุ่ม
เพื่อคัดข้อสมมติฐานที่เป็นไปไม่ได้ออกไปและเลือกเอาข้อ
สมมติฐานที่มีความเป็นไปได้ไว้ศึกษาต่อไป
ขั้นที่ 6 เป็นการกำหนดวัตถุประสงค์ของการเรียนรู้ด้วยสมาชิกในกลุ่มร่วมกัน
ตรวจสอบและวิเคราะห์ว่าการพิสูจน์นี้หรือทดสอบสมมติฐานที่ได้เลือกไว้นั้นจ
าเป็นจะต้องหาข้อมูล ข่าวสารหรือความรู้ในเรื่องใดบ้างมาเพิ่มเติม
ด้วยการเขียนวัตถุประสงค์ของการเรียนรู้ออกมาเป็น ข้อ ๆ เช่น ต้องการเขียนเป็นแผนการเรียนการสอนออกมาต้องใช้เทคนิควิธีการเรียนการสอนการ
วัดผลอย่างไรบ้าง สื่อต่าง ๆ ต้องการใช้อะไรบ้างและมากน้อยเพียงใด เป็นต้น
ขั้นที่ 7 เป็นขั้นการรวบรวมข้อมูลข่าวสารและความรู้จากแหล่งต่าง ๆ เพื่อให้เป็นไป
ตามวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้ในขั้นที่ 6 โดยสมาชิกจะแบ่งการแสวงหาความรู้ข้อมูล
ข่าวสาร เพิ่ม แหล่ง วิทยาการ (Resource) ต่าง ๆ ได้แก่
เอกสาร ตำรา ผู้เชี่ยวชาญแนะนำมาเสนอต่อกลุ่มเพื่อใช้คำถาม หรืออธิบายในข้อปัญหาที่ต้องการแก้ไข
เช่น เพื่อนำมาเขียนเป็นแผนการสอนหรือเพื่อนำมาเป็น ข้อมูลในการกำหนดเทคนิคการสอน
การวัดผลการใช้สื่อเป็นต้น
ขั้นที่ 8 เป็นขั้นทดสอบสมมติฐาน โดยสมาชิกแต่ละคนในกลุ่มจะนำข้อมูลข่าวสารที่
ค้นคว้ามาได้เสนอต่อกลุ่ม
เพื่อร่วมกันพิจารณาตรวจสอบว่าข้อมูลที่ได้มานั้นเพียงพอต่อการทดสอบ
สมมติฐานหรือไม่หากพบว่ายังขาดข้อมูลที่ส่วนใดก็จะต้องไปค้นคว้าเพิ่มเติมให้ครบถ้วนจากนั้นก็ทำ
การพิสูจน์หรือทดสอบสมมติฐานให้เกิดความมั่นใจร่วมกันทั้งกลุ่ม
ขั้นที่ 9 เป็นขั้นให้ข้อสรุปและหลักการที่ได้จากการศึกษาปัญหา โดยกลุ่มจะสรุป
เนื้อหาสาระและหลักการต่าง ๆ ที่ได้จากการศึกษาปัญหารวมทั้งสรุปแนวทางในการนำความรู้และ
หลักการนั้นไปใช้ในคราวต่อไป
ผู้วิจัยได้สรุปขั้นตอนการสอนได้ 6 ขั้นตอน ดังนี้
ขั้นที่ 1 ขั้นกำหนดสถานการณ์ เป็นขั้นที่ครูผู้สอนเสนอสถานการณ์ปัญหาเพื่อให้
สอดคล้องกับเนื้อหาคณิตศาสตร์ เรื่อง พื้นที่ผิวและปริมาตร
ขั้นที่ 2 ขั้นทำความเข้าใจสถานการณ์ ในขั้นนี้ผู้วิจัยได้รวมขั้นวิเคราะห์ปัญหา
ขั้น ตั้งสมมติฐาน และขั้นตั้งจุดประสงค์การเรียนรู้ไว้ด้วยกัน
เพื่อให้นักเรียนวางแผนการศึกษา ค้นคว้า ทำความเข้าใจกันภายในกลุ่ม ร่วมกันหาวิธีในการหาคำตอบ
ขั้นที่ 3 ขั้นศึกษาค้นคว้า ในขั้นนี้ผู้วิจัยได้รวมขั้นศึกษาค้นคว้าและขั้นนักเรียนถามคำถาม
เพื่อให้สมาชิกในกลุ่มช่วยกันศึกษา ค้นคว้าข้อมูลเพิ่มเติม
ตามแหล่งการเรียนรู้ต่าง ๆ
ขั้นที่ 4 ขั้นสังเคราะห์ความรู้
ในขั้นนี้ผู้วิจัยได้รวมขั้นสังเคราะห์ความรู้และขั้นทดสอบ สมมติฐานไว้ด้วยกัน
เพื่อให้นักเรียนนำความรู้ที่ไปศึกษาค้นคว้ามาสังเคราะห์และหาวิธีการแก้ปัญหา
หากข้อมูลที่หามาไม่เพียงพอต่อการแก้ปัญหาก็สามารถค้นคว้าเพิ่มเติมได้
ขั้นที่ 5 ขั้นสรุป
ในขั้นนี้ผู้วิจัยได้รวมขั้นสรุปและขั้นนักเรียนร่วมกันคิดหาวิธีการแก้ปัญหา เพื่อให้นักเรียนแต่ละกลุ่มสรุปหาคำตอบและวิธีแก้ปัญหาของกลุ่มตัวเอง
พร้อมตรวจสอบความ ถูกต้องเหมาะสม
ขั้นที่ 6 ขั้นนำเสนอผลงาน เป็นขั้นที่นักเรียนออกมานำเสนอวิธีการแก้ปัญหาของกลุ่ม
ตัวเอง ครูและนักเรียนร่วมกันสรุปความรู้จากเรื่องที่เรียน
Barell (1998,
pp. 159-160) กล่าวว่า
การประเมินผลการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานมี ลักษณะดังนี้
1.
การประเมินผลด้วยวิธีที่หลากหลาย ไม่ประเมินผลจากการสอนเพียงอย่างเดียว
และไม่ควรประเมินผลแค่ตอนสิ้นบทเรียนเท่านั้น
2.
ประเมินผลจากสภาพจริง โดยให้มีความสัมพันธ์กับประสบการณ์ของนักเรียนที่ สามารถเจอในชีวิตประจำวัน
3. ประเมินที่ความสามารถที่แสดงออกมาหรือจากการทำงาน
ที่แสดงให้เห็นถึง ความเข้าใจในความคิดรวบยอด
Eggen & Kauchak (2001, pp. 256-259) กล่าวถึงการประเมินผลของการจัดการ เรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานว่า
วิธีการประเมินผลของการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานควรประเมิน ตามสภาพจริง และควรกำหนดเป้าหมายที่มีความสัมพันธ์กันในการประเมินนี้ประการแรก
ความ เข้าใจในด้านกระบวนการที่เกี่ยวกับการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน
ประการที่สอง การพัฒนาการ เรียนรู้ด้วยตนเองของผู้เรียน
และประการสุดท้ายสิ่งที่ได้รับจากเนื้อหาวิชา วิธีการประเมินดังนี้
1.
การประเมินตามสภาพจริง เป็นการวัดผลจากการปฏิบัติงานของนักเรียนโดยตรง ผ่านชีวิต
เช่น การแก้ปัญหาการดำเนินการด้านการสืบสวน ค้นคว้า การร่วมมือ การทำงานในกลุ่มใน
การแก้ปัญหา การวัดผลจากการปฏิบัติจริง เป็นต้น
2. การสังเกตอย่างเป็นระบบ
เป็นอีกวิธีหนึ่งที่เป็นการประเมินผลในด้านทักษะ กระบวนการของผู้เรียน ในขณะผู้เรียนเรียนรู้ผู้สอนต้องกำหนดเกณฑ์การประเมินชัดเจน
จากการวัดและการประเมินผลการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน
ดังที่กล่าวมาข้างต้น สามารถสรุปได้ว่า การวัดและการประเมินผลการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน
ควรประเมินตามสภาพ
จริงด้วยวิธีการที่หลากหลายโดยที่ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการประเมินผลตลอดการจัดการเรียนรู้
ซึ่งมี ลักษณะดังนี้
1.
การประเมินผลด้านความรู้ความเข้าใจในด้านกระบวนการที่เกี่ยวกับการเรียนรู้
โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน ด้วยวิธีการสังเกตอย่างเป็นระบบที่กำหนดเกณฑ์การประเมินอย่างชัดเจน
2.
การประเมินผลด้านการพัฒนาการเรียนรู้ด้วยตนเองของผู้เรียน ควรเริ่มต้นตั้งแต่
วันแรกของการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานจนกระทั่งวันสุดท้ายที่เสนอผลออกม ผู้สอนจะใช้ขั้นตอน
การเรียนรู้เป็นเครื่องมือในการติดตามความสามารถของผู้เรียนซึ่งพิจารณาทั้งในด้านความรู้ทักษะ
และการทำงานกลุ่ม
3.
การประเมินผลตัวเองของผู้สอน ในขณะที่ผู้เรียนการเรียนรู้และความสามารถ ออกมา
ผู้สอนควรพิจารณาตนเองในทักษะของตนที่ได้แสดงออกว่าเป็นการส่งเสริมผู้เรียนหรือไม่
อย่างไร
4.
การประเมินผลปัญหา เป็นการสังเกตความมีประสิทธิภาพของปัญหาในการ
จัดการเรียนรู้เพื่อที่ว่าจะได้พัฒนาในการจัดการเรียนรู้ครั้งต่อไป
2.1.6 บทบาทของผู้เรียนและผู้สอนในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน
สำนักมาตรฐานการศึกษาและพัฒนาการเรียนรู้
(2550,
หน้า 9-13)
ได้กล่าวถึงบทบาท ของผู้สอนและนักเรียนในการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน ดังนี้
บทบาทของผู้สอน ผู้สอนมีบทบาทโดยตรงต่อการจัดการเรียนรู้
ดังนั้นลักษณะของผู้สอนที่เอื้อต่อการจัดการ เรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน
ควรมีลักษณะดังนี้
1.
ผู้สอนต้องมุ่งมั่น ตั้งใจสูง รู้จักแสวงหาความรู้เพื่อพัฒนาตนเองอยู่เสมอ
2.
ผู้สอนต้องรู้จักผู้เรียนเป็นรายบุคคลเข้าใจศักยภาพของผู้เรียนเพื่อสามารถให้
คำแนะนำ ช่วยเหลือผู้เรียนได้ทุกเมื่อทุกเวลา
3.
ผู้สอนต้องเข้าใจขั้นตอนของแนวทางการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานอย่าง
ถ่องแท้ชัดเจนทุกขั้นตอน เพื่อจะได้แนะนำให้คำปรึกษาแก่ผู้เรียนได้ถูกต้อง
4.
ผู้สอนต้องมีทักษะและศักยภาพสูงในการจัดการเรียนรู้และการประเมินผลของ
การพัฒนาของผู้เรียน
5.
ผู้สอนต้องเป็นผู้ความสะดวกด้วยการจัดหา สนับสนุนสื่ออุปกรณ์จะเรียนรู้ให้
เหมาะสมเพียงพอ จัดเตรียมแหล่งเรียนรู้จัดเตรียม ห้องสมุด อินเตอร์เน็ต
6.
ผู้สอนต้องมีจิตวิทยาสร้างแรงจูงใจให้แก่ผู้เรียนเพื่อกระตุ้นให้ผู้เรียน เกิดการ
ตื่นตัวในการเรียนรู้ตลอดเวลา
7.
ผู้สอนต้องชี้แจงและปรับทัศนะคติของผู้เรียนให้เข้าใจและเห็นคุณค่าของการ
เรียนรู้แบบนี้
8.
ผู้สอนต้องมีความรู้ความสามารถ ด้านการวัดและประเมินผลผู้เรียนตามสภาพ จริง
ให้ครอบคลุมทั้งด้านความรู้ทักษะกระบวนการและเจตคติครบทุกขั้นตอนของการจัดการเรียนรู้
2.2 ผู้อำนวยการจัดการเรียนรู้
2.2.1 ความหมายของผู้อำนวยการเรียนรู้
ผู้วิจัยได้ศึกษาเกี่ยวกับคำว่า
“ผู้อำนวยการเรียนรู้” ไว้หลายความหมายซึ่งมีนักการศึกษา
ทั้งชาวไทยและต่างประเทศให้นิยามไว้ดังนี้ คำว่า “ผู้อำนวยการเรียนรู้”
ตรงกับคำในภาษาอังกฤษว่า Facilitator
ซึ่งมาจากคำว่า Facilitation หมายถึง ความง่าย
ความสะดวก การทำให้ง่าย การทำให้สะดวก ดังนั้น คำว่า Facilitator จึงหมายถึง ผู้ที่ทำหน้าที่ให้ความสะดวก
หรืออำนวยความสะดวกในการเรียนรู้ของผู้เรียน
ซึ่งในบริบทสังคมไทยได้มีการนิยามความหมายไว้แตกต่างกัน ดังเช่น ผู้อำนวยความสะดวก
ผู้อำนวยการเรียนรู้ กระบวนกร หรือวิทยากรกระบวนการ เป็นต้น
ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี พ.ศ.2561 – 2580 (ราชกิจจานุเบกษา,
2561 หน้า 37-38)
ได้ระบุ ถึงผู้อำนวยการเรียนรู้ว่าเป็นผู้ทำหน้าที่กระตุ้นสร้างแรงบันดาลใจ
แนะนำวิธีเรียนรู้ และวิธีจัดระเบียบ การสร้างความรู้
ออกแบบกิจกรรมและสร้างนวัตกรรมการเรียนรู้ให้ผู้เรียน
กิตติรัตน์ ปลื้มจิตร (2552, หน้า 33) ได้ให้ความหมายว่า ผู้อำนวยการเรียนรู้
หมายถึง ครู นักแสดงในกระบวนการละครเพื่อการศึกษาที่ทำหน้าที่ในการสร้างเงื่อนไข
และออกแบบการเรียนรู้เชิง ประสบการณ์และจัดกิจกรรมการเรียนรู้ต่างๆ
เพื่อให้ผู้เรียนบรรลุผลด้านการเรียนรู้
พิมพันธ์ เดชะคุปต์ (2554, หน้า 8) ได้กล่าวว่า “ครู คือ
ผู้อำนวยความสะดวกในการเรียนรู้ (Facilitator)
เป็นผู้เตรียมประสบการณ์ สื่อการเรียนการสอน
เพื่อให้ผู้เรียนใช้เป็นแนวทางในการสร้าง ความรู้ด้วยตนเอง
อังคณา อ่อนธานี (2545, หน้า 62) ได้ให้ความหมายว่า ผู้อำนวยความสะดวกในการเรียนรู้
คือ ผู้สอนที่ทำหน้าที่ในการให้การช่วยเหลือ ชี้แนะ แนะนำ
จัดสภาพการเรียนการสอนเพื่อกระตุ้นและ ส่งเสริมด้วยเทคนิคและวิธีการต่าง ๆ
เพื่อให้ผู้เรียนเกิดการเชื่อมโยงในการเรียนรู้อย่างมีความหมาย
และทำให้การปฏิบัติกิจกรรมการเรียนรู้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
สรุปได้ว่า ผู้อำนวยการเรียนรู้
คือ ผู้สอนที่ทำหน้าที่ให้การช่วยเหลือ ส่งเสริม สนับสนุนจัดสภาพ
การเรียนรู้เพื่อกระตุ้นให้ผู้เรียนแสวงหาความรู้ สร้างความรู้ด้วยตนเอง
เพื่อช่วยให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ ตามจุดมุ่งหมายที่กำหนดไว้
2.2.2 บทบาทหน้าที่และทักษะที่จำเป็นของผู้อำนวยการเรียนรู้
นักการศึกษา นักวิชาการ
และนักวิจัยที่สนใจและศึกษาเกี่ยวกับการเปลี่ยนบทบาทของครู
ให้เป็นครูยุคใหม่โดยปรับบทบาทจากครูสอน เป็นโค้ช หรือผู้อำนวยการเรียนรู้นั้น จะต้องมี
องค์ประกอบดังนี้
คาร์ล
โรเจอร์ (Carl
R. Rogers, 1959; อ้างถึงใน อังคณา อ่อนธานี 2551
หน้า 92) กล่าว ว่า
จุดหมายของการศึกษาควรจะเป็นการอำนวยความสะดวกเพื่อการเรียนรู้
บทบาทของครูในการสอน ผู้เรียนควรเป็นผู้อำนวยความสะดวกในการเรียนรู้ (Facilitator
of Learning) นอกจากนั้นได้กล่าวถึง
บทบาทและความสัมพันธ์ระหว่างผู้อำนวยความสะดวกกับผู้เรียนว่า
ขึ้นอยู่กับทัศคติของผู้อำนวยความ สะดวก ที่เป็นคุณสมบัติสำคัญ 3 ประการ คือ การให้ความไว้วางใจยอมรับในตัวผู้เรียน การมีความ
จริงใจต่อผู้เรียน และการมีความเข้าใจและเห็นอกเห็นใจผู้เรียน ตั้งใจฟังผู้เรียน
และได้เสนอแนว ทางการสอนเพื่อการอำนวยความสะดวกในการเรียนมี 10 ประการ โดยผู้อำนวยความสะดวกมีหน้าที่ ดังต่อไปนี้
1.
สร้างบรรยากาศภายในกลุ่มเพื่อให้เกิดประสบการณ์ที่ดีในชั้นเรียน
2. ช่วยให้เกิดจุดมุ่งหมายที่ชัดเจนของแต่ละบุคคลและกลุ่มในชั้นเรียน
3.
ดำเนินการเรียนการสอนไปตามความต้องการของผู้เรียนแต่ละคน เพราะถือเป็นพลัง
แรงจูงใจที่จะก่อให้เกิดผลสำเร็จทางการเรียนอันสำคัญยิ่ง
ต้องพยายามจัดการเกี่ยวกับแหล่งการเรียนรู้
(Resource
for Learning) ให้เป็นไป อย่างกว้างขวาง และสามารถใช้ได้ง่าย
5.
ต้องมีความเข้าใจตนเองในฐานะเป็น “แหล่งความรู้ที่มีความคล่องตัวและยืดหยุ่นได้”
ในการที่ผู้เรียนอาจจะสามารถนำมาใช้ให้เกิดคุณประโยชน์ต่อการเรียนรู้
6. ในการแสดงออกต่อสมาชิกในกลุ่ม
ต้องยอมรับทั้งเนื้อหาวิชาการ และในด้านทัศนคติ หรืออารมณ์ของผู้เรียน
คือพยายามก่อให้เกิดความพอดีกันทั้งสองด้าน สำหรับสมาชิกแต่ละคนและทั้ง กลุ่ม
7.
เพื่อที่จะให้เกิดบรรยากาศในห้องเรียนดำเนินไปด้วยดี ด้วยการเปลี่ยนฐานะตนเอง
เป็นเสมือนผู้เรียน เช่น มีฐานะเป็นสมาชิกของกลุ่ม โดยการร่วมแสดงความคิดเห็นได้
เช่นเดียวกับ ผู้เรียนแต่ละคน
8.
ควรได้เริ่มต้นแสดงความรู้สึกให้เกิดขึ้นในกลุ่มเมื่อมีความคิดเห็น แต่ไม่ใช่โดย
การบังคับหรือวิธีการข่มขู่ ซึ่งความคิดที่แสดงออกมานั้น สมาชิกอื่น ๆ
อาจจะยอมรับฟังหรือไม่ยอมรับ ฟังก็ได้
9.
ตลอดเวลาของการมีประสบการณ์ของการเรียนร่วมกันในห้องเรียน จะต้องมีความ
ว่องไวต่อการแสดงออกในการรับรู้อารมณ์ต่าง ๆ อย่างลึกซึ้งของผู้เรียนตลอดเวลา
10.
ต้องพยายามรับรู้ และยอมรับว่าตัวเองก็ย่อมจะมีข้อจำกัดอยู่หลายประการ
วรภัทร ภู่เจริญ (2559 หน้า 36 - 50) กล่าวถึง
หลักการพื้นฐานของฟา ได้แก่
1.
ให้ความรักก่อนให้ความรู้ ก่อนจะออกไปสอน หรือไป “ฟา” ให้ใครเราต้องมั่นใจก่อน
ว่าเรามีความปรารถนาดีต่อลูกศิษย์
2.
จิตวิทยาทางการเรียนรู้ เข้าใจถึงความแตกต่างของผู้เรียน
3. ฝึกสติ
เพื่อควบคุมอารมณ์และสร้างบรรยากาศการเรียนรู้ ครูฟาต้องสร้างและรักษา
บรรยากาศในห้องเรียนในระดับอัลฟ่า คือ สบาย ๆ (สัปปายะ)
จึงจะทำให้เกิดปัญญาร่วมกันได้
4. ฟา
เป็นผู้กระตุ้น ผู้จุดประกาย ไม่ใช่ผู้สอนเท่านั้น โดยต้อง 1)
ชวนคุยเป็น 2) ตั้ง คำถามเป็น 3)
มุทิตาจิต 4) อุเบกขา 5) นักวางแผน
วางกระบวนการ วางกิจกรรม วางกับดัก (Traps)
ให้ผู้เรียนได้ผ่าน ได้ประสบ ได้ล้มเหลว และสำเร็จ 6)
มองไปข้างหน้า เป็นลักษณะ “จุดตะเกียง ดีกว่า ด่าความมืด” หรือ Solution-based ไม่ใช่ Problem-based
7) มีพลังจิตมากพอที่จะ “ปั้นบรรยากาศ” สนามแห่งการตื่นรู้ (Field
of Awareness) ให้ผู้คนรู้สึกอยากมีส่วนร่วม 8)
มีเรื่องเล่าเร้าพลัง 9) เครื่องมือในการเรียนรู้ เช่น
สนทนาปลูกปัญญา (Dialogue) เป็นต้น
พัฒนา ชัชพงศ์ (2554, หน้า 8-9)
ได้เสนอถึงบทบาทผู้สอนในการเป็นผู้อำนวยความสะดวก ในการเรียนรู้ว่า
ผู้สอนใช้คำถามปลายเปิดที่เด็กสามารถตอบได้ถูกหลายคำตอบ ใช้กิจกรรมหลากหลาย
ใช้การชี้แนะทางอ้อม ให้แรงเสริมทางบวกและการกระตุ้น
คะยั้นคะยอนำทางไปสู่การเรียนรู้และรักษา ระเบียบวินัยของห้องเรียน
ผู้สอนคอยกำกับอยู่รอบนอก คอยสังเกต ถามคำถาม กระตุ้นให้คิด คอยให้
ความช่วยเหลือและปลอบโยนเมื่อเด็กต้องการ
ชนาธิป พรกุล (2561, หน้า 79) ได้กล่าวถึง การเปลี่ยนบทบาทจากครูผู้สอน (Teacher/ Instructor) มาเป็นผู้อำนวยความสะดวก (Facilitator) ในการเรียนรู้ของผู้เรียน สรุปได้ดังนี้
1.
ผู้จัดระบบการเรียนการสอน เริ่มตั้งแต่การศึกษาหลักสูตร ตลอดจนวางแผน
การเรียนการสอน การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ เลือก ผลิตและใช้สื่อการเรียนการสอน
วัดผลและ ประเมินผล รวมไปถึงการจัดระเบียบวินัยในชั้นเรียน
2. ผู้จัดบรรยากาศ
หรือสภาพแวดล้อมของการเรียนรู้ด้านกายภาพ ได้แก่ การจัด ชั้นเรียน วัสดุอุปกรณ์
แสงสว่าง ระบบเสียง ให้ผู้เรียนรู้สึกสบายและอยากเรียน ส่วนด้านจิตวิทยาได้แก่ การจัดชั้นเรียนให้ผู้เรียนมีโอกาสทำกิจกรรมร่วมกัน
กล้าคิด กล้าทำ ให้โอกาสผู้เรียนได้ประสบ ความสำเร็จทุกคน
3.
ผู้ชี้นำหรือแนะแนวทาง เพื่อให้ผู้เรียนได้ค้นคว้าหาความรู้โดยการสังเกต การสำรวจ
การทดลอง ซึ่งเป็นวิธีการให้ผู้เรียนสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง
4.
ผู้สังเกตพฤติกรรมของผู้เรียน เพื่อพร้อมที่จะเข้าใจ ช่วยเหลือ ส่งเสริม สนับสนุน
เพื่อให้ผู้ได้เรียนรู้ได้อย่างราบรื่น
5.
ผู้นำเสนอเนื้อหาที่ซับซ้อน ควรจัดลำดับเนื้อหาให้เข้าใจง่าย เปิดโอกาสให้ผู้เรียน
แสดงความคิดเห็นหรือซักถาม ครูต้องใช้เทคนิคต่าง ๆ ช่วยให้การบรรยายน่าสนใจ
6. ผู้ตั้งคำถาม
ใช้เป็นเครื่องมือกระตุ้นให้เกิดการคิด และพัฒนาสติปัญญาของผู้เรียน
ครูควรใช้คำถามที่หลากหลาย ให้ผู้เรียนใช้การคิดระดับสูงในการหาคำตอบ
7. ผู้เสริมแรงเพื่อให้ผู้เรียนแสดงพฤติกรรมที่ครูต้องการ
และเป็นการย้ำให้ผู้เรียน มั่นใจในการกระทำของตนเอง จะได้พัฒนาตนเองให้ดียิ่งขึ้น
โดยเลือกโอกาสในการเสริมแรงให้ เหมาะสม
8.
ผู้ให้ข้อมูลย้อนกลับ เมื่อผู้เรียนลงมือปฏิบัติย่อมต้องการทราบผลการกระทำของตน
สรุปได้ว่า
ผู้อำนวยการเรียนรู้ต้องปรับบทบาทจากครูผู้สอนเป็นผู้ออกแบบการเรียนรู้ และ
อำนวยความสะดวกในการเรียนรู้
ทำหน้าที่เป็นสื่อกลางในการเรียนรู้ที่จะช่วยเชื่อมโยงให้ผู้เรียนได้ เรียนรู้
โดยเป็นผู้จัดระบบการเรียนรู้ สร้างบรรยากาศที่เอื้อต่อการเรียนรู้ ชี้แนะแนวทาง
และให้ข้อมูล ย้อนกลับเพื่อประเมินผลการเรียนรู้ของผู้เรียน
นอกจากนี้ครูยังต้องพัฒนาตนเองให้มีทักษะสำคัญต่าง ๆ ได้แก่ ทักษะด้านสารสนเทศ
ทักษะด้านสื่อ ทักษะด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร นอกจากนี้
ยังต้องมีทักษะในการสร้างและบูรณาการความรู้ได้ มีความคิดวิเคราะห์และสร้างสรรค์
มีวิสัยทัศน์ รู้และเข้าใจเทคโนโลยีใหม่
เพื่อช่วยให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ตามจุดมุ่งหมายที่กำหนดไว้
บทบาทใหม่ของครูผู้สอนคือการเป็นผู้อำนวยการเรียนรู้ 7 บทบาทของครูที่เป็น “ผู้อำนวยการเรียนรู้” ที่ดี
มีดังนี้
1. เป็นผู้จัดบรรยากาศการเรียนรู้ เช่น การจัดชั้นเรียน สื่อ /
วัสดุอุปกรณ์แสงสว่าง ระบบเสียง
2.
เป็นผู้แนะแนวทางการเรียนรู้
เพื่อให้ผู้เรียนได้ค้นคว้าหาความรู้และสร้างความรู้ด้วยตนเองได้เต็ม ศักยภาพ
3. เป็นผู้เสริมแรงหรือสร้างแรงบันดาลใจ
เพื่อให้ผู้เรียนมั่นใจและพัฒนาตนเองเห็นคุณค่าและ ความหมายของการเรียนรู้
4. เป็นผู้ใช้คำถามเป็นเครื่องมือในการพัฒนาผู้เรียน
5. เป็นผู้ประเมิน
ให้ข้อมูลป้อนกลับ (feedback)
เพื่อให้ผู้เรียนทราบผลการเรียนรู้ของตน
6.
เป็นผู้เรียนรู้ไปพร้อมกับศิษย์ ในการศึกษาความรู้เรื่องใหม่ ๆ หรือพัฒนานวัตกรรม
7. เป็นผู้วิจัย
ศึกษาปัญหาในชั้นเรียนและแก้ปัญหาโดยการทำวิจัยปฏิบัติการ
ข้อแตกต่างของการเป็นครูผู้สอนและผู้อำนวยการเรียนรู้
|
ครูผู้สอน |
ผู้อำนวยการเรียนรู้ |
|
๑. ครูเตรียมการสอน กิจกรรม และอุปกรณ์ ที่ต้องใช้ |
1. ครูเตรียมประเด็นในการกระตุ้นความสนใจผู้เรียน |
|
๒.
ครูคัดเลือกความรู้ให้ผู้เรียน ทำใบความรู้ให้ |
2. ครูเปิดโอกาสให้เด็กค้นหาความรู้จากแหล่งที่ตนเอง สนใจ
และครูคอยช่วยให้คำแนะนำ |
|
๓.
ครูบอกความรู้แก่ผู้เรียน บอกขั้นตอนการทำงานทั้งหมด |
3. ครูช่วยแนะนำวิธีการค้นคว้าหาความรู้ กระตุ้นให้
ผู้เรียนพัฒนาการทำงานของตน |
|
4. ครูกำหนดจุดประสงค์ และจัดกิจกรรมเพื่อบรรลุ จุดประสงค์ |
4. ครูกระตุ้นให้ผู้เรียนเกิดคำถามแห่งการเรียนรู้ และ ค้นหาคำตอบของคำถามนั้น |
|
5. ครูสอนวิชา เน้นความรู้วิชา |
5. ครูช่วยผู้เรียนเรียนรู้สอนคน, ฝึกทักษะสร้างแรง
บันดาลใจและทักษะการเรียนรู้ |
|
6. เน้นบทบาทสอนตามหลักสูตร ตามตำรา ครูสอนคน เดียว |
6. เน้นการออกแบบการเรียนรู้ร่วมกัน ครูท างานเป็น ทีม
บูรณาการวิชาที่สอนร่วมกัน |
|
7. การสอบเน้นความรู้ในวิชา |
7. การสอบเน้นการประเมินทักษะและกระบวนการ เรียนรู้ของผู้เรียน |
|
8. การวัดผลเน้นตัดสินผลการเรียนได้หรือตก |
8. การวัดผลเพื่อพัฒนาการเรียนรู้ของผู้เรียนจนเต็ม ศักยภาพ |
ทักษะสำคัญของครูผู้จะทำหน้าที่เป็นผู้อำนวยการเรียนรู้
ครูผู้เป็นผู้อำนวยการเรียนรู้เปรียบเสมือนกระจกเงาให้นักเรียนสะท้อนตัวตน
เกิดการตระหนักรู้ ค้นพบ ตนเอง และก้าวข้ามพ้นกับดักการเรียนรู้
ทักษะสำคัญในการเป็นผู้อำนวยการการเรียนรู้ของครู มีดังนี้
1) การใช้คำถาม
การใช้คำถามที่ดีจะทำให้นักเรียนเข้าใจตนเองอยากเปลี่ยนแปลงตนเองและมีเป้าหมาย
ในการเรียนรู้มากขึ้น
2)
การรับฟังอย่างตั้งใจ คือ การฟังความสนใจในเรื่องที่นักเรียนสื่อสาร
ไม่ขัดจังหวะไม่สอดแทรก หรือ แสดงความคิดเห็นใด ๆ ที่เป็นอุปสรรคในการนำเสนอความรู้ของนักเรียน
การแสดงความสนใจฟัง จะทำให้นักเรียน รู้สึกผ่อนคลายและเชื่อมั่นในตัวเองมากขึ้น
3)
การให้ข้อมูลป้อนกลับ ควรใช้ภาษาเชิงบวก
และให้ข้อคิดที่เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาการเรียนรู้ของ นักเรียน เช่น ชื่นชมข้อดี
จูงใจให้นักเรียนเห็นข้อดีของตัวเอง และคิดว่าการแก้ไขปรับปรุงการเรียนรู้เป็นเรื่องท้าทาย
ความสามารถ
2.3 ความคิดขั้นสูง
2.3.1 ผู้วิจัยได้ศึกษาเกี่ยวกับคำว่า “ความหมายของความคิดขั้นสูง”
ไว้หลายความหมายซึ่งมีนักการศึกษา ทั้งชาวไทยและต่างประเทศให้นิยามไว้ดังนี้
ทิศนา แขมณี ทักษะการคิดขั้นสูง หมายถึง
ทักษะการคิดที่มีหลายขั้นและต้องอาศัยทักษะการสื่อความหมายและทักษะการคิดที่เป็นแกนหลายๆ
ทักษะในแต่ละขั้น
ทักษะการคิดขั้นสูงจึงพัฒนาได้เมื่อเด็กได้พัฒนาทักษะการคิดพื้นฐานจนมีความชำนาญพอสมควรแล้ว
สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
(2551) ให้ความหมายของความคิดขั้นสูงเป็นความสามารถทางสติปัญญาประการหนึ่งที่ต้องพัฒนาให้เกิดในขณะที่นักเรียนเข้ามาอยู่ในโรงเรียน
เพื่อเรียนรู้เนื้อหาและหลักการ รวมทั้งในแนวคิดในวิชาต่างๆ
ความคิดขั้นสูง
หมายถึง ความสามารถในการคิดวิเคราะห์อย่างลึกซึ้งและซับซ้อน
โดยไม่ยึดติดแค่ข้อเท็จจริงพื้นฐาน แต่รวมถึงการตั้งคำถาม การวิเคราะห์
การเปรียบเทียบ การสังเคราะห์ข้อมูล และการประเมินผล
เพื่อสร้างความเข้าใจหรือข้อสรุปใหม่ ๆ อย่างมีเหตุผลและวิจารณญาณ ลักษณะของความคิดขั้นสูง มีดังนี้
1. การวิเคราะห์
(Analysis) –
แยกแยะองค์ประกอบของข้อมูลและความสัมพันธ์ระหว่างส่วนต่าง ๆ
2. การสังเคราะห์
(Synthesis) –
รวมข้อมูลจากแหล่งต่าง ๆ เพื่อสร้างแนวคิดหรือความเข้าใจใหม่
3. การประเมิน (Evaluation) – พิจารณาและตัดสินคุณค่า ความถูกต้อง หรือประสิทธิภาพของข้อมูล
4. การแก้ปัญหา (Problem
Solving) – ใช้ความรู้และเหตุผลเพื่อคิดหาทางออก
5. การคิดเชิงวิพากษ์ (Critical
Thinking) –
ใช้เหตุผลอย่างเป็นระบบเพื่อตรวจสอบข้อโต้แย้งและหลักฐาน
3.1 ผลการดำเนินงาน ด้านกระบวนการพัฒนานวัตกรรมการศึกษา
3.1.1 การออกแบบกระบวนการพัฒนา
ผู้รายงานออกแบบแนวทางการพัฒนาการจัดการเรียนรู้โดยครูเป็นผู้อำนวยการเรียนรู้
(facilitator) ร่วมกับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน
เพื่อพัฒนาทักษะการคิดขั้นสูง ของผู้เรียน
รายวิชาคณิตศาสตร์ เรื่องพื้นที่ผิวและปริมาตร ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ด้วยกระบวนการของ
PLCดังนี้
ขั้นตอนที่
1 Community สร้างทีมครูในกลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์
ขั้นตอนที่ 2 Practice จัดการเรียนรู้ตามรูปแบบการสอนครูผู้สอนคณิตศาสตร์เข้ามาสังเกตการสอน
ขั้นตอนที่ 3 Reflection สะท้อนคิดเพื่อการพัฒนาการปฏิบัติหลังจากสอนเสร็จผู้รายงานได้รับการสะท้อนกลับทั้งครูผู้สังเกตการสอน
และนักเรียนที่เรียนตามรูปแบบการสอน
ขั้นตอนที่ 4 Evaluation ประเมินเพื่อพัฒนาสมรรถนะครูครูในกลุ่มสาระคณิตศาสตร์ และนักเรียน
ประเมินผลการเรียนด้วยพัฒนาการจัดการเรียนรู้โดยครูเป็นผู้อำนวยการเรียนรู้ (facilitator) ร่วมกับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน
เพื่อพัฒนาทักษะการคิดขั้นสูง ของผู้เรียน
รายวิชาคณิตศาสตร์ เรื่องพื้นที่ผิวและปริมาตร ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3
ขั้นตอนที่ 5 Network
Development สร้างเครือข่ายการพัฒนา
ขั้นตอนการนำ PLC ไปใช้ในกลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์
3.1.2 การมีส่วนร่วมในการพัฒนา
ผู้รายงานออกแบบแนวทางการพัฒนาการจัดการเรียนรู้โดยครูเป็นผู้อำนวยการเรียนรู้
(facilitator) ร่วมกับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน
เพื่อพัฒนาทักษะการคิดขั้นสูง ของผู้เรียน
รายวิชาคณิตศาสตร์ เรื่องพื้นที่ผิวและปริมาตร ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ด้วยกระบวนการของ PLC ดังนี้
รวมกลุ่ม PLC
![]()




Flow Chart ขั้นตอนการนำรูปแบบ PLC
ไปใช้ในสถานศึกษามีรายละเอียด แต่ละขั้นตอน ดังนี้
1.
มีการรวมกลุ่ม PLC ของครูกลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์
2.
ค้นหาปัญหา ความต้องการ
2.1
ภายในกลุ่มสาระช่วยกันวิเคราะห์ปัญหา
2.2
คณะครูในกลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ช่วยกันจับกลุ่มของปัญหา
2.3
คณะครูในกลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์จัดลำดับความสำคัญของปัญหาเร่งด่วน
พบว่า
เรื่องพื้นที่ผิวและปริมาตร นักเรียนขาดความเข้าใจอย่างมาก
2.4
ในระดับมัธยมศึกษาปีที่ 3 คณะครูกลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ เล็งเห็นว่าปัญหาเร่งด่วนคือ
การที่นักเรียนขาดความเข้าใจ เรื่องพื้นที่ผิวและปริมาตร
3.
ร่วมกันหาแนวทางในการแก้ปัญหา
3.1
ครูในกลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์เล่าประสบการณ์ที่แก้ปัญหาได้สำเร็จ
3.2
ผู้รายงานจึงพยายามหารูปแบบที่ประสบความสำเร็จ
3.3
ให้ครูในลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ร่วมตัดสินใจเลือกรูปแบบ/วิธีการ/นวัตกรรมในการแก้ปัญหา
4.
ออกแบบกิจกรรมการแก้ปัญหา
ผู้รายงานออกแบบวิธีการในการแก้ปัญหาโดยศึกษาเอกสาร ทฤษฎี งานวิจัยต่างๆ
เพื่อเอามาปรับใช้กับนักเรียน
5.
แลกเปลี่ยนเสนอแนะ
นำเสนอกิจกรรมการแก้ปัญหา
ให้ครูในกลุ่มสาระคณิตศาสตร์ช่วยให้ข้อเสนอแนะ
6.
นำสู่การปฏิบัติ/สังเกตการณ์สอน
6.1 นำรูปแบบการสอนการจัดการเรียนรู้โดยครูเป็นผู้อำนวยการเรียนรู้
(facilitator) ร่วมกับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน
เพื่อพัฒนาทักษะการคิดขั้นสูง ของผู้เรียน
รายวิชาคณิตศาสตร์ เรื่องพื้นที่ผิวและปริมาตร ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ด้วยกระบวนการของ PLC ดังนี้
ไปใช้ในการแก้ปัญหา
6.2
ครูผู้สอนคณิตศาสตร์
หัวหน้ากลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์เข้าร่วมสังเกตในการจัดกิจกรรม
การเรียนการสอน
7.
สะท้อนผล
7.1 สรุปการนำรูปแบบการสอนการจัดการเรียนรู้โดยครูเป็นผู้อำนวยการเรียนรู้
(facilitator) ร่วมกับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน
เพื่อพัฒนาทักษะการคิดขั้นสูง ของผู้เรียน
รายวิชาคณิตศาสตร์ เรื่องพื้นที่ผิวและปริมาตร ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ด้วยกระบวนการของ PLC ดังนี้
7.2 คณะครูร่วมกันอภิปรายผลการแก้ปัญหา
เสนอแนะแนวทางในการพัฒนา
3.1.3 การนำไปใช้
การจัดการเรียนรู้โดยครูเป็นผู้อำนวยการเรียนรู้
(facilitator) ร่วมกับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน
เพื่อพัฒนาทักษะการคิดขั้นสูง ของผู้เรียน
รายวิชาคณิตศาสตร์ เรื่องพื้นที่ผิวและปริมาตร ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 มีขั้นตอนการนำไปใช้ดังนี้
1) จัดการ PLC แลกเปลี่ยน/เสนอแนะ โดยการสะท้อน แผนการจัดการเรียนรู้คณิตศาสตร์ก่อนนำไปใช้จริงและมีการPLC
บูรณาการกับกลุ่มสาระอื่น เช่นกลุ่มสาระศิลปะ เพื่อการออกแบบการจัดการเรียนรู้โดยครูเป็นผู้อำนวยการเรียนรู้
(facilitator) ร่วมกับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน เป็นต้น
2) มีการนิเทศการสอนจากหัวหน้ากลุ่มสาระการเรียนรู้
และผู้บริหาร
3) ทำการแบ่งกลุ่มนักเรียน
คละเก่ง ปานกลาง อ่อน อยู่ด้วยกัน
ให้นักเรียนแบ่งหน้าที่กัน เช่น หัวหน้ากลุ่ม รองหัวหน้ากลุ่ม เป็นต้น
ให้นักเรียนทุกคนต้องมีส่วนร่วมแลกเปลี่ยนความรู้เดิมที่สอดคล้องกับความรู้ใหม่
ทฤษฎีกระบวนการกลุ่ม
4) ครูมีการกระตุ้นคำถามเพื่อให้นักเรียนแสดงความคิดเห็นตลอดการทำกิจกรรม เรื่องพื้นที่ผิวและปริมาตร ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3
ใช้กระตุ้นด้วยการตั้งคำถาม (Questioning - base Learning)
5) ระหว่างการจัดกิจกรรมต่างๆ
ครูจะสังเกตพฤติกรรมนักเรียนในแต่ละกลุ่ม เพื่อให้นักเรียนทุกคนได้ทำกิจกรรมทุกคน นักเรียนทุกคนต้องมีส่วนร่วม โดยครูทำหน้าที่เป็นผู้อำนวยการเรียนรู้ คอยกระตุ้นจากการถาม
6) สะท้อนผล สรุปผลการนำรูปแบบ/วิธีการในการนำไปแก้ไขปัญหา อภิปรายผล
การแก้ปัญหา/เสนอแนะแนวทางการพัฒนา
7) การนิเทศแบบสังเกตการสอน เข้าไปสังเกตการสอนอย่างไม่เป็นทางการ
ไม่เฉพาะเจาะจงจุดใดจุดหนึ่งหรือเรื่องใดเรื่องหนึ่ง โดยไม่ต้องมีการบอกล่วงหน้า
8)
ได้นวัตกรรม/Best Practice ที่มีคุณภาพ
9) สร้างเครือข่าย
โดยการจัดแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่าง ครู และผู้เรียน
3.1.4 การประเมินและการปรับปรุง
จากการประเมินความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อรูปแบบการจัดการเรียนรู้โดยครูเป็นผู้อำนวยการเรียนรู้
(facilitator) ร่วมกับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน
เพื่อพัฒนาทักษะการคิดขั้นสูง ของผู้เรียน
รายวิชาคณิตศาสตร์ เรื่องพื้นที่ผิวและปริมาตร ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ผู้รายงานได้วิเคราะห์รายการประเมินความพึงพอใจ
ดังแสดงในตารางที่ 1
ตารางที่ 1 แสดงการประเมินความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อรูปแบบการจัดการเรียนรู้โดยครูเป็นผู้อำนวยการเรียนรู้ (facilitator) ร่วมกับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน
เพื่อพัฒนาทักษะการคิดขั้นสูง ของผู้เรียน
รายวิชาคณิตศาสตร์ เรื่องพื้นที่ผิวและปริมาตร ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3
|
รายการประเมิน |
(X |
S.D. |
ความหมาย |
|
1. การจัดเนื้อหาในรูปแบบการจัดการเรียนรู้โดยครูเป็นผู้อำนวยการเรียนรู้ (facilitator) ร่วมกับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน
เพื่อพัฒนาทักษะการคิดขั้นสูง ของผู้เรียน
รายวิชาคณิตศาสตร์ เรื่องพื้นที่ผิวและปริมาตร ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 |
4.11 |
0.63 |
มาก |
|
2. เนื้อหาในรูปแบบการจัดการเรียนรู้โดยครูเป็นผู้อำนวยการเรียนรู้ (facilitator) ร่วมกับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน
เพื่อพัฒนาทักษะการคิดขั้นสูง ของผู้เรียน
รายวิชาคณิตศาสตร์ เรื่องพื้นที่ผิวและปริมาตร ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3
เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันของนักเรียน |
4.54 |
0.56 |
มากที่สุด |
|
3. การจัดเนื้อหาในรูปแบบการจัดการเรียนรู้โดยครูเป็นผู้อำนวยการเรียนรู้ (facilitator) ร่วมกับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน
เพื่อพัฒนาทักษะการคิดขั้นสูง ของผู้เรียน
รายวิชาคณิตศาสตร์ เรื่องพื้นที่ผิวและปริมาตร ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3
เหมาะสมกับเวลาเรียน |
4.17 |
0.66 |
มาก |
|
4. รูปแบบการการจัดการเรียนรู้โดยครูเป็นผู้อำนวยการเรียนรู้
(facilitator) ร่วมกับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน
เพื่อพัฒนาทักษะการคิดขั้นสูง ของผู้เรียน
รายวิชาคณิตศาสตร์ เรื่องพื้นที่ผิวและปริมาตร ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3
ของครูทำให้นักเรียนเข้าใจเนื้อหาได้ง่ายขึ้น |
4.34 |
0.64 |
มาก |
|
5.
นักเรียนได้รับความรู้เพิ่มเติมจากเพื่อน ในขณะที่เรียนตามรูปแบบการจัดการเรียนรู้โดยครูเป็นผู้อำนวยการเรียนรู้ (facilitator) ร่วมกับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน
เพื่อพัฒนาทักษะการคิดขั้นสูง ของผู้เรียน
รายวิชาคณิตศาสตร์ เรื่องพื้นที่ผิวและปริมาตร ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 |
4.03 |
0.79 |
มาก |
|
6. นักเรียนได้ฝึกทักษะการแก้ปัญหาร่วมกับสมาชิกในกลุ่ม |
4.23 |
0.65 |
มาก |
|
7.
นักเรียนมีส่วนร่วมในการประเมินผลงานของตนเอง และของเพื่อน |
4.26 |
0.70 |
มาก |
|
8.
นักเรียนสนุกกับการร่วมกิจกรรมในการจัดการเรียน การสอนตามรูปแบบการจัดการเรียนรู้โดยครูเป็นผู้อำนวยการเรียนรู้
(facilitator) ร่วมกับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน
เพื่อพัฒนาทักษะการคิดขั้นสูง ของผู้เรียน
รายวิชาคณิตศาสตร์ เรื่องพื้นที่ผิวและปริมาตร ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 |
4.31 |
0.72 |
มาก |
|
9.
นักเรียนมีความสุขกับการวิธีการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ รูปแบบการจัดการเรียนรู้โดยครูเป็นผู้อำนวยการเรียนรู้ (facilitator) ร่วมกับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน
เพื่อพัฒนาทักษะการคิดขั้นสูง ของผู้เรียน
รายวิชาคณิตศาสตร์ เรื่องพื้นที่ผิวและปริมาตร ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 |
4.63 |
0.60 |
มากที่สุด |
|
10. ภาษาที่ใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้โดยครูเป็นผู้อำนวยการเรียนรู้
(facilitator) ร่วมกับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน
เพื่อพัฒนาทักษะการคิดขั้นสูง ของผู้เรียน
รายวิชาคณิตศาสตร์ เรื่องพื้นที่ผิวและปริมาตร ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 |
4.33 |
0.73 |
มาก |
|
รวมคะแนน |
4.30 |
0.68 |
มาก |
จากตารางที่ 6
พบว่า นักเรียนมีความพึงพอใจต่อรูปแบบการจัดการเรียนรู้โดยครูเป็นผู้อำนวยการเรียนรู้
(facilitator) ร่วมกับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน เพื่อพัฒนาทักษะการคิดขั้นสูง ของผู้เรียน รายวิชาคณิตศาสตร์ เรื่องพื้นที่ผิวและปริมาตร
ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โดยรวมอยู่ในระดับมาก
(
= 4.30, S.D. = 0.68)
โดยที่นักเรียนมีความพึงพอใจสูงที่สุด 3 อันดับแรก
ได้แก่ นักเรียนมีความสุขกับการวิธีการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการการจัดการเรียนรู้โดยครูเป็นผู้อำนวยการเรียนรู้ (facilitator) ร่วมกับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน
เพื่อพัฒนาทักษะการคิดขั้นสูง ของผู้เรียน
รายวิชาคณิตศาสตร์ เรื่องพื้นที่ผิวและปริมาตร ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 (
= 4.63 , S.D. = 0.60) เนื้อหาในรูปแบบการจัดการเรียนรู้โดยครูเป็นผู้อำนวยการเรียนรู้
(facilitator) ร่วมกับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน เพื่อพัฒนาทักษะการคิดขั้นสูง ของผู้เรียน รายวิชาคณิตศาสตร์
เรื่องพื้นที่ผิวและปริมาตร ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันของนักเรียน(
= 4.54, S.D. = 0.56) และรูปแบบการจัดการเรียนรู้โดยครูเป็นผู้อำนวยการเรียนรู้
(facilitator) ร่วมกับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน เพื่อพัฒนาทักษะการคิดขั้นสูง ของผู้เรียน รายวิชาคณิตศาสตร์
เรื่องพื้นที่ผิวและปริมาตร ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ของครูทำให้นักเรียนเข้าใจเนื้อหาได้ง่ายขึ้น(
= 4.34 , S.D. = 0.64)
3.2 ผลการดำเนินงาน ด้านผลที่เกิดขึ้นจากการพัฒนานวัตกรรมการศึกษา
3.2.1
ด้านสถานศึกษา (ข้อมูลสถานศึกษา การดำเนินงาน การมีเครือข่าย
การยอมรับ และความพึงพอใจ)
สถานศึกษามีการจัดการอย่างเป็นระบบ
บริหารงานอย่างเป็นระบบ สอดคล้องกับสภาพบริบทของชุมชน สถานศึกษามีการดำเนินงานตามแผนงาน มีการนิเทศติดตาม จากผู้บริหาร
จากหัวหน้ากลุ่มสาระคณิตศาสตร์ และยังมีครูร่วมสังเกตการสอน ด้วยกระบวนการ PLCโดยสถานศึกษาเน้นการมีส่วนร่วมของครูทุกท่าน
มีการบริหารจัดการอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่การนิทศ การสังเกตการสอน การทำ PLC กลุ่มสาระการเรียนรู้ และ PLC ข้ามกลุ่มสาระ
ทำให้คุณครูทุกท่านในโรงเรียนมีส่วนร่วม
ทำให้ผู้ปกครองนักเรียนทุกท่านยอมรับและไว้ใจโรงเรียนวัดป่าคาเจริญวิทยาด้วยดีเสมอมา
3.2.2
ด้านครูผู้สอน (การออกแบบการจัดการเรียนรู้
การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ การพัฒนาสื่อการเรียนรู้ การวัดและประเมินผล
และความพึงพอใจ)
ผลการดำเนินงานด้านผลที่เกิดขึ้นจากการดำเนินงานตามรูปแบบการจัดการเรียนรู้โดยครูเป็นผู้อำนวยการเรียนรู้
(facilitator) ร่วมกับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน
เพื่อพัฒนาทักษะการคิดขั้นสูง ของผู้เรียน รายวิชาคณิตศาสตร์
เรื่องพื้นที่ผิวและปริมาตร ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3โดยการทดสอบค่า
ที (t-test) และ จากการประเมินความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อรูปแบบการจัดการเรียนรู้โดยครูเป็นผู้อำนวยการเรียนรู้
(facilitator) ร่วมกับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน เพื่อพัฒนาทักษะการคิดขั้นสูง ของผู้เรียน รายวิชาคณิตศาสตร์
เรื่องพื้นที่ผิวและปริมาตร ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3
ตอนที่ 2 วิเคราะห์เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์
เรื่อง
พื้นที่ผิวและปริมาตร ก่อนเรียนและหลังเรียนโดยใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้โดยครูเป็นผู้อำนวยการเรียนรู้
(facilitator) ร่วมกับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน
เพื่อพัฒนาทักษะการคิดขั้นสูง ของผู้เรียน
รายวิชาคณิตศาสตร์ เรื่องพื้นที่ผิวและปริมาตร ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โดยการทดสอบค่า
ที (t-test) และความพึงพอใจต่อรูปแบบรูปแบบการจัดการเรียนรู้โดยครูเป็นผู้อำนวยการเรียนรู้
(facilitator) ร่วมกับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน เพื่อพัฒนาทักษะการคิดขั้นสูง ของผู้เรียน รายวิชาคณิตศาสตร์
เรื่องพื้นที่ผิวและปริมาตร ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3
ตารางที่ 2
แสดงผลการวิเคราะห์เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้
คณิตศาสตร์
เรื่อง พื้นที่ผิวและปริมาตรก่อนเรียนและหลังเรียนโดยใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้โดยครูเป็นผู้อำนวยการเรียนรู้
(facilitator) ร่วมกับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน
เพื่อพัฒนาทักษะการคิดขั้นสูง ของผู้เรียน
รายวิชาคณิตศาสตร์ เรื่องพื้นที่ผิวและปริมาตร ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3
|
กลุ่ม |
จำนวนนักเรียน
|
คะแนนเต็ม |
ค่าเฉลี่ยคะแนน
|
ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) |
t-test |
Sig |
|
ก่อนเรียน หลังเรียน |
35 35 |
30 30 |
11.43 22.80 |
2.24 3.23 |
20.07* |
.00 |
*
มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับนัยสำคัญ .05
จากตารางที่2 พบว่า คะแนนการทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ เรื่อง พื้นที่ผิวและปริมาตร
ก่อนเรียนของนักเรียนกลุ่มทดลองมีค่าเฉลี่ย
(
) = 11.43 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.)
=2.24
และคะแนนเฉลี่ยของการทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์หลังเรียนมีค่าเฉลี่ย (
) = 22.80 และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) = 3.23โดยผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์ เรื่องพื้นที่ผิวและปริมาตร
หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
3.2.3
ด้านผู้เรียน (ความรู้ความเข้าใจ คุณลักษณะของผู้เรียน
ทักษะการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21)
ด้วยรูปแบบการนิเทศ
การติดตามผลจากผู้บริหารสถานศึกษา
หัวหน้ากลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ และการ PLC จากครูในกลุ่มสาระคณิตศาสตร์ โดยใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้โดยครูเป็นผู้อำนวยการเรียนรู้
(facilitator) ร่วมกับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน เพื่อพัฒนาทักษะการคิดขั้นสูง ของผู้เรียน รายวิชาคณิตศาสตร์
เรื่องพื้นที่ผิวและปริมาตร ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 นักเรียนทุกคนได้รับการพัฒนาการเรียนรู้ได้เต็มศักยภาพ โดยคุณภาพในการจัดการเรียนรู้ทำให้ผู้รายงาน
เกิดจากการนิเทศ ติดตาม และคอยให้คำเสนอแนะ
อย่างต่อเนื่อง ตลอดการจัดการเรียนรู้ ทำให้นักเรียนตั้งใจเรียนกระตือรือร้น
ตั้งใจทำกิจกรรม บรรยากาศในห้องเรียน
นักเรียนมีความสุข สนุกในการเรียน นักเรียนลงมือทดลอง ปฎิบัติงานจริง
จนถึงขึ้นนักเรียนนำความรู้ที่ได้ไปประยุกต์ทำตู้ฟักไข่ด้วยรูปทรงเรขาคณิต
หรืออีกโครงงานคือ ทำแท่งถ่านจากเศษผงถ่านด้วยรูปทรงเรขาคณิต ปัญหาของนักเรียน คือ
รูปทรงเรขาคณิตรูปใด ถ่านติดไฟอยู่นานที่สุดด้วยกิจกรรมการเรียนโดยใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้โดยครูเป็นผู้อำนวยการเรียนรู้ (facilitator) ร่วมกับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน
เพื่อพัฒนาทักษะการคิดขั้นสูง ของผู้เรียน
รายวิชาคณิตศาสตร์ เรื่องพื้นที่ผิวและปริมาตร ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ทำให้คะแนนผลสัมฤทธิ์ ประจำปีการศึกษา 2568 มีคะแนนเฉลี่ย 67.65 คะแนนซึ่งสูงกว่าคะแนนผลสัมฤทธิ์ ประจำปีการศึกษา 2567 มีคะแนนเฉลี่ย 59.67 คะแนนนอกเหนือจากผลสัมฤทธิ์นักเรียนที่เรียนโดยใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้โดยครูเป็นผู้อำนวยการเรียนรู้
(facilitator) ร่วมกับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน
เพื่อพัฒนาทักษะการคิดขั้นสูง ของผู้เรียน
รายวิชาคณิตศาสตร์ เรื่องพื้นที่ผิวและปริมาตร ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ยังมีทักษะในการแก้ปัญหาระหว่างการทำกิจกรรมกลุ่ม
การทดลอง มีความคิดสร้างสรรค์ และสร้างนวัตกรรม เช่นการทำเครื่องฟักไข่
เป็นต้นทุกคนมีความร่วมมือ การทำงานเป็นทีม
และภาวะผู้นำมีการเลือกหัวหน้ากลุ่มทักคนทำงานเป็นทีม แบ่งหน้าที่ชัดเจน
นักเรียนมีการริเริ่มสร้างสรรค์และการเป็นตัวของตัวเองจากการทำเครื่องฟักไข่
เป็นต้น และยังมีการทำสิ่งประดิษฐ์อื่นๆตามที่นักเรียนสนใจ
นักเรียนมีความรับผิดชอบต่องานที่ได้รับมอบหมายเป็นอย่างดี
ในแต่ละกลุ่มทุกคนมีการปรับตัว ความเป็นผู้นำ
เพราะทุกคนผลัดกันเป็นผู้นำในแต่ละกิจกรรม
และสำคัญที่สุดนักเรียนมีความซื่อสัตย์และนักเรียนเคารพการตัดสินใจของผู้อื่น
3.2.4
การขยายผล/การใช้นวัตกรรมการศึกษา (การเผยแพร่ ประชาสัมพันธ์
และขยายผลนวัตกรรมการศึกษาในระดับต่างๆ)
มีการขยายผลในกุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ และมีการขยายผลไปยังกลุ่มสาระการเรียนรู้อื่นๆ
เช่น กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ เป็นต้น
4.
ปัญหา อุปสรรค ข้อเสนอแนะ
1. ก่อนนำรูปแบบการจัดการเรียนรู้โดยครูเป็นผู้อำนวยการเรียนรู้ (facilitator) ร่วมกับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน
เพื่อพัฒนาทักษะการคิดขั้นสูง ของผู้เรียน
รายวิชาคณิตศาสตร์ เรื่องพื้นที่ผิวและปริมาตร ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ไปใช้ครูและนักเรียนต้องศึกษาคำชี้แจง
เกี่ยวกับวิธีการใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้โดยครูเป็นผู้อำนวยการเรียนรู้
(facilitator) ร่วมกับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน
เพื่อพัฒนาทักษะการคิดขั้นสูง ของผู้เรียน
รายวิชาคณิตศาสตร์ เรื่องพื้นที่ผิวและปริมาตร ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3
ทำตามคำแนะนำในการปฏิบัติกิจกรรม และปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด เพื่อให้การใช้รูปแบบการสอนเกิดประสิทธิภาพสูงที่สุด
2.
ระหว่างการจัดการเรียนรู้ครูควรคอยกระตุ้นให้นักเรียน
เกิดความกระตือรือร้นในการปฏิบัติกิจกรรมด้วยตนเอง
ให้ความร่วมมือกับเพื่อร่วมกลุ่ม
และคอยให้คำแนะนำเมื่อนักเรียนสงสัยหรือมีอุปสรรคในการเรียนรู้ คอยกระตุ้นด้วยคำถาม
ครูเป็นผู้อำนวยการเรียนรู้
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น